“ภาวุธ” ห่วงติดกับ แพลทฟอร์มต่างชาติกินรวบ เสนอรัฐคุย “ยักษ์” ทุกค่าย
“แกนนำ” ของพรรคประชาชนในโครงการดิจิทัลเสนอข้อแนะนำต่อรัฐบาล พร้อมฉายภาพแพลทฟอร์มต่างชาติผูกขาด จากกรณี Shopee เข้าพบรัฐบาล และประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย พร้อมย้ำให้รัฐหารือทุกค่ายเพื่อให้ไทยไม่เสียเปรียบ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและแกนนำคนสำคัญของพรรคในการตรวจสอบโครงการด้านดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า จากข่าว Shopee เข้าพบรัฐบาล ประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย จึงอยากเสนอแนะรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะที่ติดตามเรื่อง “แพลตฟอร์มต่างชาติกับการผูกขาดดิจิทัล”
สส.พรรคประชาชนระบุว่า ต้องให้เครดิตกันตรงๆ และบอกอีกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า Shopee คือคนที่เปลี่ยนชีวิตพ่อค้าแม่ค้าไทยไปอย่างมาก ทำให้คนตัวเล็กๆ ในต่างจังหวัด เปิดร้านขายของออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทยหลายแสนคน และการที่ผู้บริหารระดับโลกเดินเข้ามาคุยกับรัฐบาลไทยเอง ก็แสดงว่าเขาเห็นตลาดไทยสำคัญจริงๆ
อย่างไรก็ดี ภาวุธอธิบายว่า ในฐานะคนที่ติดตามเรื่อง “แพลตฟอร์มต่างชาติกับการผูกขาดดิจิทัล” มาตลอด งานนี้ฉากหน้าดูสวย หลังบ้านก็ต้องมองให้ทะลุ ดังนี้
- ลองหารเลขดู 500 ล้านบาท หารร้านค้า 1.2 ล้านราย ระยะเวลา 6 เดือน ตกแล้ว “ช่วยร้านค้าได้เดือนละไม่กี่สิบบาทต่อร้าน” เท่านั้นเอง
แถมเงื่อนไขคือเว้นค่าธรรมเนียม “แค่ 10 ออเดอร์แรกของเดือน เฉพาะร้านยอดขายต่ำกว่าหมื่น” ซึ่งร้านที่กำลังจะตายจริงๆ จากค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเอาๆ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่กำลังเจอผลกระทบจากการขึ้นค่าบริการอยู่ตอนนี้
“พูดง่ายๆ นี่คืองบการตลาด ที่เปลี่ยนป้ายเป็น “งบช่วยชาติ” แล้วเดินเข้าทำเนียบฯ ในจังหวะที่สภากับสังคมกำลังกดดันเรื่องทุนต่างชาติกินรวบพอดี มันคือการ “ซื้อเกราะกันกระสุนทางการเมือง” ครับ พอรัฐจะออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์มขึ้นมา จะได้เกรงใจ” ภาวุธระบุ
มองอีกมุม มันคือโครงการปลุกร้านค้าตัวเล็กที่ยอดยังไม่เยอะ ให้โตเป็นลูกค้ารายใหญ่ในแพลตฟอร์มต่อไป.. ยิงนกครั้งเดียวได้หลายตัวเลย.!
- มือหนึ่งแจก 500 ล้าน อีกมือประกาศขึ้นค่าธรรมเนียม
ภาวุธระบุว่า คือส่วนที่อยากให้ดูกันชัดเจน เพราะหลังผู้บริหาร Shopee เข้าพบนายกได้แค่ 9 วัน ก็มีประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ มีผล 4 ส.ค. นี้
ผมได้เห็นข้อมูลหลังบ้านจริงของผู้ประกอบการที่ขายบน Shopee ซึ่งขอบคุณเจ้าของข้อมูลที่กล้าเปิดเผย ซึ่งพบว่าตัวเลขน่าตกใจมาก ดังนี้
- ยังไม่ถึง 1 ปี ค่าธรรมเนียมรวม (ขาย + ชำระเงิน) ขึ้นจากขั้นต่ำ 18.19% → 28.82% เกือบ 1 ใน 3 ของราคาขาย.!
- ร้านค้าถูกบีบให้ต้องบวกราคาขึ้นอย่างน้อย 20% ไม่งเช่นนั้นก็ต้องแบกต้นทุนเองเต็มๆ
- แล้วเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บเพิ่ม เอาไปไหน? ก็เอาไปแจกเป็นโค้ดส่วนลดให้ผู้ซื้อเฉลี่ย 25% จนตอนนี้ 98% ของออเดอร์ใช้โค้ดหมด พูดง่ายๆ คือ “ไม่มีโค้ด คนไม่ซื้อ”
สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่ทุกคนติดกับ ดังนี้
ร้านค้าขึ้นราคาหนีค่าธรรมเนียม → แพลตฟอร์มเอาค่าธรรมเนียมไปแจกโค้ด → ผู้ซื้อเสพติดโค้ด → ราคาสินค้าหน้าแพลตฟอร์มเฟ้อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นของชิ้นเดิม
กลไกคูปองแบบนี้กำลังบิดเบือนราคาสินค้าทั้งตลาด และคนคุมเกมทั้งหมดคือแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ร้านค้า ไม่ใช่ผู้บริโภค
จึงลองเทียบกัน โครงการช่วยชาติ 500 ล้านกับค่าธรรมเนียมที่ขึ้นอีก 10% จากยอดขายทั้งระบบระดับแสนล้าน อันไหนใหญ่กว่ากัน? และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการนี้ “ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการส่วนใหญ่” ที่กำลังโดนผลกระทบจริงเลย
- ในเมื่อเขาเดินมาหาเราถึงที่ รัฐต้องเป็นคนตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ประธานเปิดงาน ผมเสนอให้พลิกเกม เอากลไกดีๆ ที่เขามีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์จริง
- ยกระดับโปรแกรมส่งออกของ Shopee (SIP – Shopee International Platform) ให้เป็นวาระแห่งชาติ เปิด “Thailand Pavilion” หน้าแรกในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ให้อัลกอริทึมช่วยดันสินค้าไทยจริงๆ มีโปรโมชั่นดันร้านค้าไทยไปขายต่างประเทศจริงๆ ตั้งเป้า วัดผล เป็นจำนวนร้านค้าไทยที่มียอดขายเกิดขึ้นจริง
- ใช้ระบบขนส่งของเขาที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เป็นท่อส่งออก รัฐช่วยอุดหนุนค่าส่งบางส่วน ให้ของไทยไปถึงมือลูกค้าต่างประเทศในราคาที่แข่งได้ และจับมือกับผู้ประกอบการขนส่ง คลังสินค้า fulfillment ทั้งในไทยและต่างประเทศร่วมโครงการนี้ (อยากให้ไปร่วมกับสมาคม LogisTech)
- ขอ Zero-Fee 1 ปี สำหรับร้านไทยที่ขายออกต่างประเทศ จูงใจให้ผู้ผลิตไทยกลายเป็นผู้ส่งออกดิจิทัล
- และที่สำคัญ ความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม ต้องอยู่บนโต๊ะเจรจาด้วย จะขึ้นค่าธรรมเนียมต้องแจ้งล่วงหน้านานพอ มีเพดานชัดเจน ไม่ใช่ขึ้นปีละหลายรอบแบบนี้
4.อย่าจับมือทีละค่ายต้องคุมทั้งกระดานพร้อมกัน
ถ้ารัฐเดินสายจับมือทีละเจ้า จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทันที สิ่งที่ควรทำคือประกาศกรอบความร่วมมือแห่งชาติ ดึงทุกยักษ์มานั่งโต๊ะเดียวกัน ดังนี้
- Shopee / Lazada / TikTok — กติกาเดียวกันหมด ทั้งคุมสินค้านำเข้าให้ผ่าน มอก./อย. เปิดท่อส่งออกให้สินค้าไทย (เข้าใจว่าต่อ API กับหน่วยงานรัฐแล้ว เรื่องการตรวจสอบสินค้า) และคุมความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม
- TikTok — ใช้พลัง Live กับครีเอเตอร์ ดันสินค้าท้องถิ่นไทยให้คนเห็น ปรับอัลกอริทึมให้สินค้าไทยแสดงมากกว่าสินค้าต่างประเทศ
- Meta / LINE — คนไทยซื้อของผ่านแชตเยอะที่สุดในโลก ต้องดึงมาเชื่อมระบบหลังบ้าน ขนส่ง จ่ายเงิน ให้ร้านค้าอิสระยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว
- แพลตฟอร์มไทย — ห้ามลืมเด็ดขาด ตอนนี้เริ่มมีแพลตฟอร์มไทยเกิดขึ้นแล้ว รัฐต้องร่วมมือกับแพลตฟอร์มไทยอย่างเต็มที่ อย่าให้เขาเดินคนเดียว และแพลตฟอร์มไทยเองก็ต้องรวมตัวกัน เพราะรัฐช่วยบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้.. การทำงานผ่านสมาคม E-Commerce จะเป็นตัวกลางที่รัฐเข้ามาสนับสนุนได้
ก่อนที่ภาวุธสรุปว่า เขาขอบคุณ Shopee ที่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้ SME ไทย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การช่วย 500 ล้านด้วยมือซ้าย แล้วขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบ 10% ด้วยมือขวานั้น สวนทางกันเกินไป เราจะไม่ยอมให้ใครใช้เงินเศษเสี้ยว มาซื้อสิทธิ์กินรวบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ไม่อยากให้ช้อปปี้ “กินรวบ” ผู้บริหารช้อปปี้ต้องมองถึงการ “กินแบ่ง” แล้วเติบโตร่วมไปกับระบบนิเวศการค้าออนไลน์ของประเทศ ตอนนี้มีการรวมตัวกันของหลายสมาคมการค้าออนไลน์แล้ว ควรไปทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัวเองจะทำทุกอย่าง แล้วรวบเข้าระบบนิเวศตัวเองทั้งหมด
“และฝากถึงผู้ประกอบการทุกท่านด้วยครับ อย่าฝากชีวิตไว้กับมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว ต้องสร้างช่องทางขายของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพราะกติกาเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และคนเปลี่ยน… ไม่ใช่เรา” ภาวุธกล่าว
ก่อนทิ้งท้ายว่า อยากฝากคำแนะนำนี้ของผมถึงรัฐบาล เพราะน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าออนไลน์ของไทย ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตอนนี้