ฉิวชื่อ นิตยสารของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเผยแพร่สุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ เน้นย้ำการให้ความสำคัญการแก้ปัญหาตลาดงานมากขึ้น และพูดอ้อม ๆ ถึงความตึงเครียดกับสหรัฐว่าจีนอยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยโอกาส ความเสี่ยงและความท้าทาย
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เน้นย้ำถึงแรงกดดันที่ตลาดการจ้างงานของจีนต้องเผชิญ ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งล่าสุดที่ฉายภาพให้เห็นว่าจีนต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขณะที่รัฐบาลพยายามเร่งจัดการกับการเติบโตที่ชะลอตัวลง
สี จิ้นผิง กล่าวในสุนทรพจน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะในวันที่ 31 ตุลาคมว่า จีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่เต็มไปด้วยโอกาส ความเสี่ยงและความท้าทายอยู่พร้อมกัน เช่นเดียวกับปัจจัยไม่คาดคิดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการพูดอ้อม ๆ ถึงความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐ และการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนจากภาคอสังหาริมทรัยพ์ไปเครื่องยนต์ตัวอื่น
สี จิ้นผิง กล่าวเสริมผ่านความคิดเห็นที่นิตยสารฉิวชื่อ (Qiushi) ซึ่งเป็นนิตรสารของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเผยแพร่ออกมาในช่วงใกล้จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐว่า แรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพการเติบโตและการจ้างงานจะยังคงอยู่ต่อไป
ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งสหรัฐอาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) รับปากว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 60%
สุนทรพจน์ดังกล่าว มาจากการประชุมศึกษาของคณะโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนพฤษภาคม แต่นิตยสารฉิวชื่อมักจะเผยแพร่สุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง หลายเดือนหรือหลายปีหลังจากนั้นเสมอ เป็นวิธีส่งสัญญาณถึงลำดับความสำคัญของนโยบาย ทั้งนี้ นักลงทุนต่างจับตาอย่างใกล้ชิดถึงสัญญาณใด ๆ ก็ตามของผู้นำระดับสูง ที่อาจแสดงถึงมาตรการช่วยเหลือทางการคลัง ที่รัฐสภาจะอนุมัติออกมาอีกในอีกสัปดาห์ข้างหน้า
จางจื้อเหว่ย (Zhiwei Zhang) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของพินพอยต์ แอสเซท แมเนจเม้นท์ (Pinpoint Asset Management) วิเคราะห์ว่า คำกล่าวนี้ของสี จิ้นผิง บ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานอาจสำคัญต่อการกำหนดเป้าหมายทางนโยบายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่การขาดดุลการคลังจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 3% ของจีดีพี
ตลาดแรงงานจีนประสบความชอกช้ำจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้การเงินของรัฐบาลท้องถิ่นตึงตัว และก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดในประเทศที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 การลดเงินเดือนและการเลิกจ้างซึ่งมีขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการเงินไปยังภาคเทคโนโลยี ได้ฉุดการบริโภคอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ผู้นำจีนแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากจีนกำลังเผชิญกับคลื่นภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น
จากสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง ในเดือนพฤษภาคมที่กล่าวว่า ความต้องการเร่งด่วนของแรงงานคือการยกระดับคุณภาพการจ้างงาน ซึ่งขณะนั้นมีความไม่พอใจจากประชาชนอย่างมากต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างหนัก นอกจากนั้น ผู้นำจีนกล่าวว่า อัตราการเกิดที่ต่ำ สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนส่งผลต่อการจ้างงานอย่างมาก
ในการประชุมเดือนพฤษภาคม สี จิ้นผิง รับปากว่าจะให้ความสำคัญกับการจ้างงานอย่างเต็มที่เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการจ้างงานของเยาวชน ซึ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกลุ่มคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับงาน เช่น แจกเงินให้เปล่าสำหรับพลเมืองที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก ขยายขนาดโครงการทุนการศึกษาและโครงการกู้ยืมเงินให้แก่นักเรียน
คณะรัฐมนตรีของจีนยังกล่าวอีกว่า จะมอบสิทธิประโยชน์ด้านความมั่นคงทางสังคมบางส่วนให้กับบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่สามารถหางานที่มั่นคงได้ภายใน 2 ปีหลังจากจบการศึกษา ซึ่งจีนเคยริเริ่มโครงการที่คล้ายกันนี้ในปี 2020 ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เป็นครั้งแรก