เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

วิจัยกรุงศรี มอง 3 ฉากทัศน์ไทยได้อานิสงส์-เสียประโยชน์จากนโยบายการค้าสหรัฐฯ

12 พ.ย. 2567 | 11:08น.
GDP

วิจัยกรุงศรี ประเมิน 3 ฉากทัศน์ต่อนโยบายการค้า-การตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีน 60% ทุกรายการ หนุนการส่งออกไทย-จีดีพีกรณีฐาน 1.66% พร้อมมองเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช่วงปลายปี คาด กนง. คงดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมทยอยปรับขึ้นอย่างช้าๆ คาดกนง.คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมอยู่ที่ 0.83% YoY เพิ่มขึ้นจาก 0.61% ในเดือนกันยายน ปัจจัยสำคัญจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร

โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สด ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นเนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.77% ทรงตัวเท่ากับเดือนกันยายน สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี (มกราคม-ตุลาคม) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.26% และ 0.52% ตามลำดับ

อัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีคาดว่ายังมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของทางการที่ 1-3% ได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานของราคาน้ำมันดีเซลที่ต่ำในปีก่อนที่ 30 บาทต่อลิตร เทียบกับปัจจุบันที่กำหนดเพดานที่ 33 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ กิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอาจหนุนให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 0.5%

สำหรับมุมมองด้านดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่กนง.สร้างความประหลาดใจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 2.25% ในการประชุมรอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนในการประชุมที่เหลือในรอบสุดท้ายของปี ในวันที่ 18 ธันวาคม วิจัยกรุงศรีคาดว่ากนง.ยังมีแนวโน้มไม่รีบเร่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง โดยจะคงไว้ที่ระดับ 2.25% เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระยะต่อไป ผนวกกับรัฐบาลมีแผนเตรียมจะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี รวมถึงแนวทางในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน

สำหรับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อาจส่งผลเชิงบวกต่อบางอุตสาหกรรม แต่ส่งผลเชิงลบต่อหลายอุตสาหกรรม จากนโยบายภาษีการค้าซึ่งนายทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้ประกาศไว้ก่อนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งล่าสุด ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อสงครามทางการค้าที่มีความเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น

วิจัยกรุงศรีได้ศึกษาโดยสร้างสถานการณ์จำลองเป็น 3 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนทุกรายการในอัตรา 60% อาจทำให้การส่งออก และ GDP ของไทย เพิ่มขึ้นจากกรณีฐาน +1.66% และ +0.05% ตามลำดับ ในกรณีนี้แม้ไทยอาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและการส่งออกทดแทนในบางอุตสาหกรรม อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ แต่การส่งออกในหลายอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลงจากกรณีฐานเนื่องจากอุปสงค์โลกโดยรวมชะลอลง

กรณีที่ 2 สหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 60% และ 20% กับสินค้านำเข้าจากประเทศ อื่นๆ จะส่งผลเชิงลบต่อไทยโดยการส่งออก และ GDP ของไทย จะลดลงจากกรณีฐาน -1.09% และ -0.01% ตามลำดับ ผลกระทบจากความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แม้จะมีการย้ายฐานการผลิตมายังไทยก็ตาม

กรณีที่ 3 จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีในอัตรา 60% กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กรณีดังกล่าวแม้ไทยอาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตแต่ช่วยให้ GDP ไทยเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเพียง +0.01% ขณะเดียวกันการส่งออกของไทยจะลดลงสุทธิจากกรณีฐาน -0.77% โดยเป็นการลดลงของการส่งออกในหลายกลุ่มสินค้า อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ยางพาราและพลาสติก เนื่องจากความต้องการสินค้าอื่นๆจากเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ จีนและโลกได้รับผลกระทบหนักจากการตอบโต้ทางการค้า

ในระยะข้างหน้าอาจต้องติดตามว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายการค้าในรูปแบบใด ซึ่งนับว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าไทยอาจได้รับประโยชน์บางส่วนจากการย้ายฐานการผลิตและการส่งออกทดแทนในบางอุตสาหกรรม แต่การส่งออกในหลายอุตสาหกรรมยังคงมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลกและความผันผวนทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้า

โดยเฉพาะในกรณีที่ 2 และ 3 ที่สหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้าจากไทย และจีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยมีผลสุทธิเป็นลบ การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว