เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
CRG รุกเบเกอรี่ 4 หมื่นล้าน ผุด HARUKI ยึดนอร์ทวิลล์
Business CRG รุกเบเกอรี่ 4 หมื่นล้าน ผุด HARUKI ยึดนอร์ทวิลล์
ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
‘อีลอน มัสก์’ ชี้ มือถือจะ ไม่มีแอปพลิเคชัน ภายใน 5-6 ปี
Tech ‘อีลอน มัสก์’ ชี้ มือถือจะ ไม่มีแอปพลิเคชัน ภายใน 5-6 ปี
New Normal ราคา ‘ฮาร์ดแวร์’ ไอที
Tech New Normal ราคา ‘ฮาร์ดแวร์’ ไอที
สภาฯ มิติเอกฉันท์ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ’  วงเงิน 10,328 ล้าน
Politics สภาฯ มิติเอกฉันท์ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ’ วงเงิน 10,328 ล้าน
ออมสินชี้สินเชื่อซื้อรถ EV ฮอต สำรวจความต้องการ ‘ลีสซิ่ง’ ทะลุ 5 พันล้าน
Finance ออมสินชี้สินเชื่อซื้อรถ EV ฮอต สำรวจความต้องการ ‘ลีสซิ่ง’ ทะลุ 5 พันล้าน
กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นธีม AI ยังขับเคลื่อนตลาดทุกภูมิภาคในไตรมาส 3 ท่ามกลางความท้าทาย
Politics กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นธีม AI ยังขับเคลื่อนตลาดทุกภูมิภาคในไตรมาส 3 ท่ามกลางความท้าทาย
‘ประธานเฟด’ ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลด ย้ำรักษาเสถียรภาพ สู่เป้าหมาย 2%
World ‘ประธานเฟด’ ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลด ย้ำรักษาเสถียรภาพ สู่เป้าหมาย 2%
“วีระศักดิ์” ชงรื้อโครงสร้างท่องเที่ยว ตั้ง สนง.เศรษฐกิจการท่องเที่ยวใช้ระบบ Data Driven กำหนดนโยบายเชิงโครงสร้าง
Business “วีระศักดิ์” ชงรื้อโครงสร้างท่องเที่ยว ตั้ง สนง.เศรษฐกิจการท่องเที่ยวใช้ระบบ Data Driven กำหนดนโยบายเชิงโครงสร้าง
คนจีนเปย์สัตว์เลี้ยงหนัก DITP ชี้อาหารสัตว์ไทยมีลุ้นโกยตลาดล้านล้าน 
Economic คนจีนเปย์สัตว์เลี้ยงหนัก DITP ชี้อาหารสัตว์ไทยมีลุ้นโกยตลาดล้านล้าน 
ดูทั้งหมด

หุ้นผู้บริโภค-วิเคราะห์กันยังไง ? ดร.นิเวศน์ สอนวิธีลงทุนหาผู้ชนะ

18 พ.ย. 2567 | 08:55น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ เขียนบทความเรื่อง “หุ้นผู้บริโภค-วิเคราะห์กันยังไง” ชี้การวิเคราะห์แบบหา “ผู้ชนะ” ในอุตสาหกรรมที่ “กำลังเติบโต” เป็นหลักการสำคัญ แนะนักวิเคราะห์ควรต้องทำความเข้าใจหุ้นสินค้าผู้บริโภค-ร้านอาหาร ให้มากขึ้น เหตุระยะหลัง ๆ หุ้นกลุ่มนี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้น การเข้าไปลงทุนมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส วิธีที่จะทำกำไรหรือเอาตัวรอดได้ก็คือ รู้วิธีการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า การวิเคราะห์แบบหา “ผู้ชนะ” ในอุตสาหกรรมที่ “กำลังเติบโต” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งของ VI โดยเฉพาะที่เน้นการลงทุนระยะยาวนั้น ในธุรกิจที่เกี่ยวกับ “สินค้าผู้บริโภค” มักจะมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในหมู่นักวิเคราะห์จำนวนมาก

ประการแรกก็คือ บริษัทที่กำลังวิเคราะห์นั้น อยู่ใน “ธุรกิจ” อะไรกันแน่และใครคือ “คู่แข่งขัน” โดยตรง ประเภทที่ “ซัดกันหมัดต่อหมัด” ผู้ชนะได้ตลาดเพิ่มและผู้แพ้มีลูกค้าหรือมีรายได้น้อยลง

ตัวอย่างเช่น หุ้น A เป็นผู้นำโดดเด่นมานานในธุรกิจภัตตาคารอาหารสุกี้หม้อไฟ มีร้านส่วนใหญ่ในห้างหรูสมัยใหม่ ลูกค้าหลักเป็นคนเดินห้างที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับประมาณ B+ ขึ้นไป ในเวลาต่อมา หุ้น ก. เปิดภัตตาคารสุกี้หม้อไฟเช่นเดียวกัน แต่มีร้านส่วนใหญ่นอกห้างหรู ลูกค้าหลักมีอายุน้อยกว่าและมีฐานะทางเศรษฐกิจประมาณ C+ หรือ B-

เวลาผ่านไป ยอดขายของภัตตาคารของ A ค่อย ๆ ลดลง ในทางตรงกันข้าม ภัตตาคารของ ก. เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นผู้นำรายหนึ่งของภัตตาคารสุกี้หม้อไฟ และด้วยอัตราเร่งของร้านและรายได้ที่เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์หลายคนก็เริ่มคิดว่าบริษัท ก. จะกลายเป็นผู้นำอันดับหนึ่งแทน A ที่ดูเหมือนว่า “กำลังแพ้” ในธุรกิจ “ภัตตาคารสุกี้หม้อไฟ”

ความผิดพลาดของการวิเคราะห์อยู่ที่การกำหนดว่า 2 บริษัทนี้อยู่ในธุรกิจเดียวกัน คือสุกี้หม้อไฟ และคนชอบสุกี้ของ ก. มากกว่า A อาจจะเพราะว่า “มันอร่อยและถูกกว่ามาก” หรือมันดูทันสมัยอินเทรนด์เหมาะสำหรับ “คนรุ่นใหม่”

ความเป็นจริงก็คือ ธุรกิจ “อาหารภัตตาคาร” นั้น ไม่ได้แบ่งจาก “ประเภทของอาหาร” แต่แบ่งจากคุณภาพและราคาของอาหารที่ขายในภัตตาคาร ผู้ที่แข่งขันกันจริง ๆ คือภัตตาคารที่ขายอาหารที่มีระดับราคาและคุณภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน เช่น คนกลุ่มรายได้สูงระดับ A B หรือ C เป็นต้น

พูดง่าย ๆ ก็คือภัตตาคาร A ไม่ได้แข่งขันขายสุกี้กับ ก. โดยตรง ลูกค้าของทั้ง 2 บริษัทนั้นเป็นคนละกลุ่มกัน มีน้อยที่ลูกค้าของ A ไปกินสุกี้ที่ร้าน ก. บางทีพวกเขาจะบอกว่า “ไม่อร่อย” คุณภาพอาหารยังไม่ค่อยดี บริการช้ารอนานเกินไป เป็นต้น

ส่วนลูกค้าของ ก. นั้น มีน้อยที่ไปกินร้าน A พวกเขามักจะบอกว่า “แพง” และมักจะขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ บางคนก็บอกว่า “เลิกไปนานแระ” เพราะของ ก. คุ้มและดีกว่า แล้วก็อาจจะเล่าด้วยภาพในโซเชียลว่าภัตตาคาร A เหงา ส่วนของ ก. คนแน่นร้าน เป็นการยืนยันด้วยว่า ก. ดีกว่า A และเป็น “ผู้ชนะ”

ความจริงก็คือ คู่แข่งที่แท้จริงของ A คือภัตตาคารที่อยู่ในห้างหรู ไม่ว่าพวกเขาจะขายอาหารอะไร อาจจะเป็นร้านสเต็กระดับปานกลางที่ราคาต่อหัวเฉลี่ยการกินต่อครั้งใกล้เคียงกับสุกี้ของ A อาจจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งบางทีก็มีหุ้น A เป็นเจ้าของด้วยซ้ำ และเหตุผลที่ A ตั้งภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นมาแข่งกับตนเองก็เพราะว่าลูกค้าหรือผู้บริโภคอาหารนั้น ถึงจะชอบเมนูบางอย่างเป็นพิเศษมากกว่า แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นจะไม่ชอบกินอะไรที่ซ้ำกันบ่อย แม้แต่ “คนรักสุกี้” เองนั้นก็อาจจะกินแค่ “เดือนละหน”

ยอดขายของภัตตาคารสุกี้ A อาจจะตกเพราะเหตุผลมากมาย รวมถึงการเพิ่มขึ้นของภัตตาคารในห้างหรูอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนอาจจะเปลี่ยนรสนิยมไม่ชอบกินสุกี้มากดังแต่ก่อนเพราะมีอาหารแปลกใหม่มาขายมากมาย เศรษฐกิจอาจจะไม่ค่อยดี คนจึงใช้จ่ายน้อยลง แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้เกี่ยวกับความสำเร็จในการขยายตัวของภัตตาคาร ก. เลย

เพราะภัตตาคาร ก. อาจจะชนะในตลาดของคนที่เคยกินหมูกระทะที่มีราคาพอ ๆ กันแต่คุณภาพ “สู้ไม่ได้” หรือตลาดของคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่หลังจบการศึกษาที่ยังมีเงินเดือนไม่มาก และก็แข่งกับภัตตาคารสเต็กราคาถูกหรืออาหารจานด่วน เช่น แฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น

ลองมาดูอีกกรณีหนึ่งที่อาจจะคล้ายกันก็คือ หุ้นสะดวกซื้อ X ที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมขายความสะดวกในการซื้ออาหารและสินค้าที่อยากหรือจำเป็นต้องใช้เร่งด่วน ในเวลาต่อมาก็เริ่มมีบริษัท Y มาเปิด “ร้านสะดวกซื้อ” เช่นเดียวกันแต่เน้นที่การขายสินค้าของชำมากกว่า “อาหารพร้อมกิน” แบบร้านสะดวกซื้อ X หรือถ้าจะเข้าใจง่ายก็คือ คล้ายกับร้าน “มินิมาร์ท” หรือร้านขายของชำแบบเดิมแบบเดิมมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สินค้าของร้าน Y จำนวนหนึ่ง อาจจะสัก 40-50% จะซ้ำกับของ X แรกเริ่ม Y จะเน้นเปิดตามหัวเมืองในย่านชุมชนที่มีรายได้ต่ำกว่า X และก็ประสบความสำเร็จขยายตัวอย่างรวดเร็ว เหตุผลน่าจะมาจากการสามารถเอาชนะร้านชำหรือโชห่วยดั้งเดิมที่หดตัวถดถอยลงไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เนื่องจากธุรกิจเป็นแบบครอบครัวที่มีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำ สินค้าไม่มีคุณภาพพอ

อีกเหตุผลหนึ่งก็อาจจะเป็นว่า บริษัท Y มีความสามารถในการบริหารเหนือกว่าร้าน “มินิมาร์ท” ที่เคยรุ่งเรืองในยุคก่อนที่ร้านสะดวกซื้อ X จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด สะดวกซื้อ Y น่าจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการเข้าไปจับตลาด “ระดับ C” ของสินค้าสะดวกซื้อ แต่ไม่ได้เป็นคู่แข่งตรง ๆ กับร้านของ X แบบเดียวกับร้านสะดวกซื้อเครือข่ายอื่นโดยเฉพาะที่เป็นต่างชาติที่เน้นที่ลูกค้ากลุ่มระดับกลางคือ C+ ขึ้นไป ที่ต้องแข่งทางด้านอาหารพร้อมกินด้วย

สินค้าผู้บริโภคในตลาดหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะยังเติบโตได้อยู่แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงมาก เหตุผลก็เพราะว่าตลาดโดยรวมใหญ่มาก และผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นเดิมได้

ตัวอย่างเช่น ของกินเล่นจำพวก “ของหวาน” ซึ่งในความหมายผมนั้นรวมไปถึงน้ำซึ่งเติมหรือมีความหวานด้วย และนี่ก็เหมือนกัน การแบ่งตลาดนั้นขึ้นอยู่กับเรื่องของรายได้ของลูกค้า ไม่ได้แบ่งตามตัวสินค้าว่าเป็นอะไร

ร้านขายขนมหวาน M เป็นร้านที่โดดเด่นมากจนกลายเป็นสัญลักษณ์ขนมอร่อยที่แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศบางคนต้องมาชิมเมื่อมาเมืองไทย ว่าที่จริง M ก็มีร้านอยู่ในประเทศที่คนมีรายได้สูงอย่างฮ่องกงหรือสิงคโปร์ด้วย และก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวในต่างประเทศก็ยังจำกัด อาจจะด้วยเหตุผลว่านั่นเป็น “สินค้าไทย” ที่มีข้อด้อยที่จะพูดถึงต่อไปในกรณีอื่น

การขยายตัวของ M ในตลาดไทยเองนั้น ผมก็คิดว่าน่าจะมีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่า แม้ M ดูเหมือนว่าจะมีคู่แข่งน้อย และคู่แข่งที่จะใหญ่พอเป็นเรื่องเป็นราวก็แทบจะไม่มี แต่ “ตลาด” ของ M นั้น น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคระดับ A- หรือ B+ เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็กและมักกระจุกกันอยู่ในห้างหรูมากและในหัวเมืองขนาดใหญ่ ดังนั้น การเติบโตของธุรกิจก็จะค่อนข้างจำกัด เรียกว่าเป็นตลาด Niche ไม่ใช่ตลาด Mass ที่คนจำนวนมากมาใช้บริการ

สินค้าผู้บริโภคที่เป็นขนมขบเคี้ยว R และเครื่องดื่มผสมน้ำหวานอีกหลายยี่ห้อที่มีความโดดเด่นในตลาดไทย และขยายตลาดไปต่างประเทศโดยเฉพาะในจีนที่เป็นตลาดที่ “ใหญ่มาก” เพราะมีประชากรกว่าพันล้านคน ในช่วงเร็ว ๆ นี้ ก็ประสบกับปัญหายอดขายโตช้าลงหรือเริ่มหดตัว เหตุผลที่มีการพูดกันอาจจะมาจากการที่เศรษฐกิจโดยเฉพาะที่จีน “ถดถอย” ลง

นั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังว่าอาจจะไม่ใช่ เพราะที่จริงเศรษฐกิจจีนก็ยังโตระดับ 3-4% โดยเฉพาะการบริโภคอาหารหรือขนมผมคิดว่าไม่ลดแน่ แต่สิ่งที่ผมหวั่นเกรงว่าสินค้าผู้บริโภคไทยจะขายในต่างประเทศได้ยากขึ้นนั้นอยู่ที่พฤติกรรม “มองขึ้น” ที่ติดอยู่ในยีนของมนุษย์ ซึ่งบอกว่า คนนั้น มักจะชอบใช้สินค้าจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่าตนเองนั่นคือ “มองขึ้น”

ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือคนไทย ชอบใช้สินค้าจากอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศยุโรป ที่ก้าวหน้ากว่าไทย แต่ไม่ชอบสินค้าจากเวียดนามหรืออินโดนีเซียที่ด้อยกว่าไทย ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปสัก 20-30 ปี เราก็ไม่ชอบสินค้าเกาหลีด้วยเพราะตอนนั้นเกาหลีก็ไม่ได้เจริญกว่าไทยสักเท่าไร

ประเด็นก็คือ คนจีนนั้น เมื่อ 20-30 ปีก่อนก็อาจจะชอบใช้สินค้าไทยเพราะจีนยังไม่เจริญมาก นั่นก็ทำให้สินค้าไทยขายคนจีนได้ดี อย่างไรก็ตาม ตอนนี้จีนเจริญกว่าไทยไปแล้ว เป็นไปได้ว่าคนจีนจะชอบสินค้าผู้บริโภคไทยน้อยลง และตรงกันข้าม คนไทยที่ไม่เคยชอบสินค้าผู้บริโภคจีนเลย กลับเริ่มชอบสินค้าจีนแล้ว เห็นได้จากการที่คนไทยแห่กันกินเครื่องดื่มน้ำหวานราคาไม่แพงจากจีนที่กำลังเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมถึงซื้อรถไฟฟ้าจากจีนมากที่สุด

ที่จริงยังมีประเด็นของการวิเคราะห์สินค้าผู้บริโภคอีกมากที่นักวิเคราะห์ควรจะต้องทำความเข้าใจ เพราะในระยะหลัง ๆ หุ้นกลุ่มนี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ การเข้าไปลงทุนมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส วิธีที่จะทำกำไรหรือเอาตัวรอดได้ก็คือ รู้วิธีการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง