Skip to content

6 บิ๊กมูฟ ‘ไอที-สื่อสาร’ ปี 2567 ขยับใหญ่รับความท้าทายปี 2568

29 ธ.ค. 2567 | 13:26น.
6 บิ๊กมูฟ ‘ไอที-สื่อสาร’ ปี 2567 ขยับใหญ่รับความท้าทายปี 2568

แวดวงไอทีและโทรคมนาคมไทยปี 2567 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย จากการปรับตัวของภาคธุรกิจ การแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโต และพร้อมรับมือกับอนาคต

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนส่งท้ายปี 2567 ด้วยรีแคป 6 “บิ๊กมูฟ” ที่น่าจับตา ดังนี้

บิ๊กเทคกระหน่ำลงทุน

คำว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” แทบจะเป็น Buzzword ที่เห็นตามหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ “สัตยา นาเดลลา” แม่ทัพใหญ่ของบิ๊กเทคระดับโลก “ไมโครซอฟท์” (Microsoft) มาเยือนประเทศไทย พร้อมกับประกาศกลางงาน Microsoft Build : AI Day (1 พ.ค. 2567) ที่ผ่านมา โดยระบุว่าจะมีการลงทุนตั้ง Azure Region หรือดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย แม้จะยังไม่มีมูลค่าการลงทุนที่ชัดเจน แต่นับเป็นข่าวดีที่ปลุกกระแสการลงทุน สอดรับกับนโยบาย Cloud First ของรัฐบาลที่ต้องการต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย

สัตยา นาเดลลา

ไม่ได้มีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้น Amazon Web Services (AWS) ในเครืออะเมซอน (Amazon) ก็ประกาศแผนลงทุนใน AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในประเทศไทย ด้วยมูลค่ามากกว่า 1.9 แสนล้านบาท (หรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ไปจนถึงปี 2580 และจะเปิดให้บริการช่วงต้นปีหน้า 2568

ฝั่ง “กูเกิล” (Google) ก็ไม่น้อยหน้า “รูท โพรัธ” (Ruth Porat) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Alphabet และ Google ก็ประกาศแผนการลงทุนมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 รวมถึงสร้างงานราว 14,000 ตำแหน่งต่อปี ระหว่างปี 2568-2572

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในปี 2567 พบว่าเศรษฐกิจดิจิทัลแบบกว้าง มีมูลค่า 4.44 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.7% จากปี 2566 หรือขยายตัว 2.2 เท่า ของการขยายตัวของ GDP โดยรวมที่ขยายตัว 2.6% ตามประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เท่ากับว่าเศรษฐกิจดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต

ประเสริฐ-จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

“รัฐบาลก่อนหน้าและรัฐบาลนายกฯแพทองธาร ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัล รวมทั้งเร่งผลักดันภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ได้มีการส่งเสริมการลงทุนเรื่องบริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนการลงทุนที่เกี่ยวข้องด้านดิจิทัล เชื่อว่าส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวอย่างดี”

ส่งไม้ต่อ Robinhood

อีกบิ๊กมูฟช็อกวงการฟู้ดดีลิเวอรี่ไทยในปี 2567 หนีไม่พ้น กรณี “เอสซีบี เอกซ์” (SCBX) ตัดสินใจยุติการให้บริการ “โรบินฮู้ด” (Robinhood) หลังดำเนินภารกิจสนับสนุนคนตัวเล็กมากว่า 4 ปี ท่ามกลางความเสียดายของลูกค้าขาประจำจำนวนไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เกิดบิ๊กเซอร์ไพรส์ซ้อนขึ้นมา เมื่อมีผู้เสนอตัวรับช่วงซื้อกิจการ Robinhood ไปดำเนินการต่อ โดยไม่ละทิ้งเจตนารมณ์เดิมแต่เปลี่ยนมือเจ้าของมาสู่กลุ่มทุนใหม่ “ยิบอินซอย” บริษัทสัญชาติไทยอายุเกือบ 1 ศตวรรษ ด้วยมูลค่าดีลกว่า 2,000 ล้านบาท

“มรกต ยิบอินซอย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า Robinhood เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยคนไว้เยอะมาก ตั้งแต่ช่วงโควิด ถ้าปล่อยทิ้งไปก็น่าเสียดาย จึงสนใจเข้ามารับช่วงดำเนินการต่อ

มรกต ยิบอินซอย

“เราคุยกับพาร์ตเนอร์ถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ พอเห็นว่ามีโอกาสก็ตัดสินใจเจรจาขอซื้อตามขั้นตอนที่ SCBX กำหนด ตัวแพลตฟอร์มมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก อะไรที่เคยทำไม่ได้ตอนอยู่กับแบงก์ มาอยู่กับเราก็ทำได้หมด เช่น การเปิดรับความร่วมมือจากพาร์ตเนอร์รายใหม่ ๆ การเข้ามาทำ Robinhood เป็นเหมือนจังหวะและโชคชะตาที่ลงล็อกกันพอดี เปรียบเหมือนของขวัญในการก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 ของยิบอินซอย”

โดย Robinhood ประกาศความร่วมมือกับบริษัท ศูนย์รับฝากคะแนน จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “เพย์พอยต์” (Paypoint) ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนคะแนนระหว่างบริษัทต่าง ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี “ควอนตัม” พัฒนาอัลกอริทึมการแลกเปลี่ยนคะแนนสะสมแบบเรียลไทม์ตามกลไกตลาด โดยผู้ใช้แพลตฟอร์มจะนำคะแนนจากพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ มาแลกเป็นสิทธิประโยชน์บน Robinhood ได้ คาดว่าจะเริ่มให้บริการในเร็ว ๆ นี้

จึงน่าติดตามต่อว่า Robinhood ในมือ “ยิบอินซอย” จะส่งผลต่อสมรภูมิธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่อย่างไร

มังกรจีน Temu บุกไทย

ตัดภาพมาที่แวดวงอีคอมเมิร์ซ มูฟเมนต์ใหญ่ที่เขย่าวงการ คือการเข้าสู่ตลาดไทยของมังกรจีน “เทมู่” (Temu) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ “Pinduoduo” ที่มาพร้อมโมเดลสุดโหดส่งสินค้าตรงจากโรงงาน โดยนำเสนอส่วนลดมากกว่า 90% พร้อมบริการส่งฟรี และการันตีสินค้าส่งถึงมือภายใน 1 สัปดาห์ สร้างความกังวลให้หลายฝ่ายว่าจะเป็นการเพิ่มความบอบช้ำของปัญหา “สินค้าจีนทะลัก” และกัดกินขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของ Temu ได้พยายามเจรจาหารือกับตัวแทนของบริษัทและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่าง ๆ เช่น การขึ้นทะเบียนแพลตฟอร์มภายใต้ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS), การจดทะเบียนนิติบุคคล โดยมีการอัพเดตจากกระทรวงพาณิชย์ว่า Temu จดทะเบียนบริษัทในไทยด้วยชื่อ “เวลโค เทคโนโลยี” แล้ว รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือในการพาผู้ประกอบการไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศให้เป็นกิจจะลักษณะ

“กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย แสดงความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การขยายตลาดของ Temu มาไทยสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมาถึงยุคของ Cross Border e-Commerce หรือการขายสินค้าข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว และโฟกัสที่การขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจอลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และเข้าถึงความเป็นไปได้ที่ซ่อนอยู่ในตลาดต่างประเทศ

“ช่วงที่ Temu เข้ามาแรก ๆ ผู้ประกอบการกังวลกันมาก เพราะแพลตฟอร์มมีจุดแข็งหลายอย่าง แต่พอเวลาผ่านไปก็พบว่า ความนิยมของ Temu น้อยลง บางคนลองเข้าไปสั่งของครั้งแรกแล้วไม่สั่งอีกเลย เพราะของที่ได้รับไม่มีคุณภาพหมายความว่าผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเสมอ แต่ต้องอาศัยทั้งการปรับตัวและการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล เช่น Logistics Subsidy หรือการอุดหนุนค่าส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ และการชูแคมเปญสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการไทย”

กลุ่มจัสมิน คว้าลิขสิทธิ์ EPL

บิ๊กมูฟส่งท้ายปีที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือกรณี บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS คว้าสิทธิในการถ่ายทอดสดภาพและเสียงรายการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ บนอินเทอร์เน็ตทีวี (Internet TV) และดิจิทัลทีวี (Digital TV) รวมถึงชุดวิดีโอสั้น (Clips Package) ตลอดระยะเวลารายการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ 3 ฤดูกาล (เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025/2026) ซึ่งเป็นการถือสิทธิในภูมิภาคนี้เหนือประเทศไทย, สปป.ลาว และกัมพูชา มีมูลค่ารวม 559.98 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 19,300 ล้านบาท

นับเป็นการเปลี่ยนมือครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังจากที่ผ่านมา “ทรูวิชั่นส์” ในเครือทรู ถือสิทธิมาตั้งแต่ฤดูกาล 2019/2020 และจะหมดสัญญาหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้

ต้องยอมรับว่า EPL ถือเป็นคอนเทนต์สำคัญของทรูวิชั่นส์ ส่งผลถึงสถานะความเป็น “King of Sports” หรือเจ้าแห่งคอนเทนต์กีฬา ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในสายตาคอบอลอังกฤษ

“มนัสส์ มานะวุฒิเวช” ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มองว่า การไม่มี EPL อาจส่งผลกระทบบ้าง แต่ EPL ไม่ใช่ทั้งหมดของทรูวิชั่นส์ แม้จะเป็นคอนเทนต์ที่มีฐานคนดูจำนวนมาก แต่กลุ่มของ Sport Lovers ก็ยังมีการรับชมกีฬาอื่น ๆ เช่น แบดมินตัน เทนนิส วอลเลย์บอล หรือแม้แต่ F1 ก็ได้รับความนิยมกว่าที่คิดไว้ ซึ่งทรูวิชั่นส์มีตัวเลือกคอนเทนต์ฟุตบอล และกีฬาอื่น ๆ ให้รับชมอีกมากมาย เช่น บุนเดสลีกา, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และเอฟเอคัพ อังกฤษ

“ปัจจุบันประเภทคอนเทนต์มีหลากหลายมาก คนดูก็ดูแบบผสมกัน จึงยังมีมุมอื่น ๆ ให้เลือกไป เช่น การเกาะติดชีวิต ‘หมูเด้ง’ ตลอด 24 ชั่วโมง บนทรูวิชั่นส์ นาว หรือการพาร์ตเนอร์กับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Viu และ iQIYI ก็ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับกลุ่มคนดูของทรู”

มากไปกว่านั้น การที่ EPL มาอยู่ในมือ JAS ทำให้ลูกค้า AIS Play ในเครือ AIS ดึงแพ็กเกจ EPL เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับคอนเทนต์ของตนเอง เพราะทั้งคู่เป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกันอยู่แล้ว หลังบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในกลุ่ม AIS เข้าซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต 3BB ในเครือ JAS

บิ๊ก ๆ ตบเท้ายื่น Virtual Bank

พลันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) กลุ่มทุนเทคโนโลยี-ธนาคาร-อีคอมเมิร์ซ ก็โดดเข้าชิงไลเซนส์กันคึกคัก ได้แก่ 1.SCBX กับ WeBank ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน และ KakaoBank ธนาคารยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ 2.บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์, AIS, บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR และธนาคารกรุงไทย

กลุ่ม 3 คือกลุ่ม ซี.พี.ส่ง “แอสเซนด์ มันนี่” ผู้ให้บริการ “ทรูมันนี่” ที่มีเทคโนโลยีการเงินและฐานผู้ใช้พร้อมสรรพในมือ 4.กลุ่ม Sea Group เจ้าของ “การีนา” ผู้ให้บริการเกมดัง เช่น FreeFire, League of Legends, ROV และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “ช้อปปี้” ร่วมกับกลุ่มบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ที่ส่งบริษัทลูกอย่าง บมจ.วีจีไอ, ธนาคารกรุงเทพ เครือสหพัฒน์ และไปรษณีย์ไทย

และ 5.กลุ่ม Lightnet Group ฟินเทคไทย ที่ร่วมกับ WeLab จากฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้นำ Virtual Bank ในเอเชีย-แปซิฟิก

“ดนันท์ สุภัทรพันธ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า Virtual Bank โดยคอนเซ็ปต์ คือต้องการจะเป็นธนาคารไร้สาขาเพื่อเข้าถึงกลุ่มคน Unserved และ Underserved ด้วยระบบดิจิทัล แต่ในความเป็นดิจิทัลก็ต้องมีจุดทัชพอยต์ เชื่อมโลกจริง และโลกดิจิทัล จึงมีคนที่นำเงินในโลกกายภาพ ไปเชื่อมกับผู้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

ดนันท์ สุภัทรพันธ์ุ

ซึ่งไปรษณีย์ไทย มีโครงข่ายขนส่งกว่า 1,600 สาขา และฝ่ายนำจ่าย 25,000 คน ที่พร้อมเชื่อมโลกการเงินดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากว่าจะรู้ว่าใครได้ใบอนุญาต Virtual Bank จะเกิดขึ้นในปี 2568 และลอตแรกจะมีกี่รายยังคงต้องติดตามกันต่อ

ปฐมฤกษ์ดาวเทียม LEO

อีกหนึ่งความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2567 คือการมาถึงของดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit Sattlelite : LEO) ที่เริ่มต้นให้บริการ “ผ่าน” ประเทศไทยได้แล้ว

ดาวเทียม LEO คือโครงข่ายดาวเทียมขนาดเล็กหลายร้อยดวงที่โคจรรอบโลก เพื่อให้บริการพื้นที่เป้าหมายในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการส่งสัญญาณโทรคมนาคมทั้งย่านบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) แนร์โรว์แบนด์ (คลื่นความถี่แคบสำหรับอุปกรณ์ไอโอที) รวมถึงสัญญาณบรอดแคสต์ต่าง ๆ

ดาวเทียมขนาดเล็กมีราคาถูกและซ่อมบำรุงง่าย แม้จะต้องส่งขึ้นหลายสิบดวง เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีดาวเทียมสื่อสารค้างฟ้ารุ่นเก่าที่มีขนาดใหญ่ และต้องใช้ต้นทุนมหาศาลในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว LEO จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ที่น่าจับตามอง

โดย บมจ.ไทยคม จับมือกับผู้ให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำอย่าง Global Star ซึ่งเป็นโครงข่ายที่ให้บริการสัญญาณแนร์โรว์แบนด์ เปิดสถานีเกตเวย์ที่ จ.ปทุมธานี ปลายปี 2566 และเริ่มรุกขายโซลูชั่นด้านความปลอดภัย ในอุปกรณ์ไอโอทีต่าง ๆ ตลอดปี 2567

ไล่เลี่ยกัน บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ก็พยายามสร้างความร่วมมือกับ OneWeb โครงข่ายดาวเทียม LEO ที่ให้บริการสัญญาณบรอดแบนด์ หรือ “อินเทอร์เน็ตจากฟ้า” ซึ่งจะเช่าใช้พื้นที่สถานีเกตเวย์ของ NT ที่ จ.อุบลราชธานี เช่นกัน

ก็อย่างที่รู้กันว่าดีลนี้ค่อนข้างจะล้มลุกคลุกคลาน ทั้งที่สถานีฐานสร้างเสร็จตั้งแต่ต้นปี จากขั้นตอนการขออนุญาต คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ต้องพิจารณาหลายรอบ เนื่องจากให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเป็นบริษัทดาวเทียมต่างชาติ อาจกระทบกับการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ

ดาวเทียม LEO เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ต้องมีการศึกษาผลกระทบ โดย กสทช. อนุญาตให้ OneWeb-NT ให้บริการ “ผ่าน” สถานีเกตเวย์ในไทยได้ โดย 1.อนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ (Landing Right) ระยะเวลา 5 ปี

2.อนุญาตการเพิ่มบริการขายความจุดาวเทียม (Satellite Network Capacity) ตามระยะเวลาใบอนุญาตของเอ็นที ที่จะสิ้นสุด 3 ส.ค. 2568

และ 3.อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม และใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ระยะเวลา 5 ปี และให้ไปหารือ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม ในประเด็นการปรับเงื่อนไขใบอนุญาตให้สอดคล้องกัน

“สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า ดาวเทียม LEO เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งภัยคุกคาม และพันธมิตรของโอเปอเรเตอร์

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์

NT เป็นภาครัฐต้องการเป็นตัวกลางในการให้บริการ เป้าหมายปลายทางเพื่อให้มีการลดราคาบริการดาวเทียม และให้ประชาชนได้ประโยชน์

กรณีดาวเทียมของ OneWeb ซึ่งเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์มีดีมานด์ในไทยไม่มาก อินเทอร์เน็ต USO ของ กสทช. ไปทุกหมู่บ้านแล้ว ดีมานด์ที่ต้องใช้น่าจะมีลูกค้าองค์กรสัก 2 พันราย ดังนั้นเป้าหมายของ OneWeb จึงมองเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา มีเสาโทรคมนาคม แค่ 5,000 ต้น และพื้นที่เขาสูง

ขณะที่ NT มีกำหนดเปิดให้บริการ SNP Gateway อย่างเป็นทางการช่วงเดือน ม.ค. 2568 และจะสามารถรองรับการให้บริการครอบคลุมผู้ใช้งานในภูมิภาคได้มากกว่า 50,000 ราย ภายในปีแรกของการให้บริการ

แม่ทัพ NT ทิ้งท้ายด้วยว่า NT จะมีการเจรจาเพื่อหาพันธมิตรดาวเทียม LEO เพิ่มเติมอีกราว 2 ราย ในปี 2568

ทั้ง 6 เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ยังคงต้องติดตามกันต่อในปี 2568