Skip to content

สศช. ชู 5 มาตรการดันเศรษฐกิจ แก้จีดีพีโตต่ำ-ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเทรดวอร์

19 ก.พ. 2568 | 08:16น.
สศช. ชู 5 มาตรการดันเศรษฐกิจ แก้จีดีพีโตต่ำ-ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเทรดวอร์

“เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่สำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งต้องจับตาความเสี่ยงของนโยบายสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง” ข้อกังวลจาก “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการรายงานตัวเลขอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ล่าสุด

ลุ้นจีดีพีปี’68 ขยายตัว 2.8%

โดยเลขาธิการ สศช. เปิดตัวเลขจีดีพี ในไตรมาส 4 ปี 2567 ออกมาขยายตัวที่ 3.2% ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นในหลายด้าน การส่งออกขยายตัวได้ดี แต่น้อยกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ และการลงทุนภาคเอกชนยังติดลบ ทำให้การเติบโตภาพรวมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่จีดีพีทั้งปี 2567 ขยายตัวได้ที่ 2.5% ต่อปี ส่วนแนวโน้มปี 2568 สศช.ยังคงประมาณการไว้ที่กรอบเดิม คือ ขยายตัว 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%)

“ปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน บริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% และการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5-1.5%”

ไทยยังโตต่ำสุดในอาเซียน

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดย สศช.คาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัวที่ 4.8% จาก 4.9% ในปี 2567 มาเลเซียคาดว่าจะขยายตัว 4.2% จาก 5.0% ในปี 2567 ฟิลิปปินส์คาดว่าจะขยายตัว 5.8% จาก 5.7% ในปี 2567 และเวียดนามมีแนวโน้มที่จะขยายตัว 6.0% เทียบกับ 7.1% ในปี 2567

“เป้าหมายของรัฐบาลที่จะทำให้ขยายตัวได้ 3-3.5% เป็นเป้าหมายที่ต้องใช้มาตรการต่าง ๆ เข้ามาเสริมมากขึ้น โดยช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกระจายเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ ซึ่งต้องมีการจัดทำแพ็กเกจการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยควรทำเป็นโครงการขนาดไม่ใหญ่ ประมาณ 5-10 ล้านบาท เพื่อกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยการส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว และความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำในประเทศ”ประมาณการณ์ เศรษฐกิจ

สารพัดความเสี่ยง ศก.ไทย

อย่างไรก็ดี จากเศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงจากนโยบายของสหรัฐ นายดนุชากล่าวว่า ล่าสุดสหรัฐก็มีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมกับทุกประเทศในอัตรา 25% ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจยกระดับความรุนแรงจนส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกขยายตัวต่ำกว่าที่คาด

“คงจะต้องมีการติดตามสถานการณ์ และกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการดูแล การเจรจาการค้าต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ภาครัฐและเอกชนได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรการสำหรับใช้ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยก็อยู่ในสปอตไลต์เช่นเดียวกัน โดยปีที่แล้ว เราเกินดุลสหรัฐอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยับจากอันดับ 12 มาอยู่อันดับที่ 10-11 จึงต้องมีการหาทางเจรจาเพื่อลดผลกระทบ”

นอกจากนี้ ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง โดยในช่วงไตรมาส 3/2567 หนี้สินครัวเรือนอยู่ที่ 89% ต่อจีดีพี แต่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในหลาย ๆ วัตถุประสงค์ และสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ในขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อกับธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs และความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคการเกษตร ทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ที่อาจเป็นข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้

“การประมาณการเศรษฐกิจที่ 2.8% นั้น ได้รวมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ก็มีปัจจัยเรื่องของการค้าโลกรวมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลัง ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการรับมือกับนโยบายทรัมป์ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนั้นมองว่า ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมเม็ดเงินการลงทุน กระตุ้นภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง”

แนะ 5 ข้อบริหารนโยบายเศรษฐกิจ

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปีนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 1) การเตรียมการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า ปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการส่งเสริมการส่งออกสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

2) เร่งรัดส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมาขยายตัว โดยให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ พร้อมเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2565-2567 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว 3) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนไม่ให้ต่ำกว่า 75% ของกรอบงบฯลงทุนรวม

4) สร้างการตระหนักรู้ถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพื่อให้ลูกหนี้โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจ SMEs ได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้และสามารถชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ

และ 5) การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ สนามบิน/เที่ยวบิน กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก

2 ปัจจัยเสี่ยงฉุดปี’68 โตช้า

ด้าน “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า จีดีพีไตรมาส 4/2567 และตัวเลขทั้งปี 2567 ที่ออกมานั้น ถือว่าต่ำกว่าคาดการณ์ เดิมธนาคารมองว่าไตรมาส 4 จะเติบโตได้ 3.7% และทั้งปีอยู่ที่ 2.6% อย่างไรก็ดี หากดูไส้ใน จะเห็นว่ามีทั้งตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาด และตัวเลขที่แย่กว่าคาด

“ที่ออกมาแย่กว่าคาด คือ การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง และการบริโภค ที่แม้ว่าจะขยายตัวเป็นบวก แต่บวกค่อนข้างต่ำ มาจากกลุ่มรถยนต์ที่พบว่า การซื้อรถยนต์ค่อนข้างต่ำ รวมถึงกลุ่มคอนโดมิเนียมหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นตัวดึงเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงโตช้าในปี 2568”

หวั่นครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโตแผ่ว

อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้าในปี 2568 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ที่ 2.7% แต่อาจจะมีการปรับไส้ในบางส่วน แม้ว่าจะเห็นการเติบโตไตรมาสต่อไตรมาส (QOQ) ในช่วงครึ่งแรกขยายตัวต่อเนื่อง แต่จะเริ่มเห็นเศรษฐกิจโตแผ่วชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยจะมาจาก 2-3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ภาคต่างประเทศ ผลจากสงครามการค้า (Trade War) และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่จะกระทบภาคการผลิต

2.การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเริ่มจำกัด แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 39 ล้านคน จากปี 2567 ที่อยู่ราว 35 ล้านคน และ 3.กำลังซื้อระดับล่างเริ่มติดขัด แม้ว่าจะมีการแจกเงิน 10,000 บาท แต่เห็นการบริโภคและกำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด

ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจในปี 2568 จะต้องติดตามนโยบายการเงิน หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาว่าเศรษฐกิจมีปัจจัยเสี่ยง และปรับลดดอกเบี้ย เพื่อพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อ หรือ กนง.เห็นความเสี่ยงเริ่มเห็นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อาจจะเก็บกระสุนไว้ก่อนค่อยปรับลดได้เช่นกัน

“ปีนี้เรามองจีดีพีโตได้ 2.7% แต่ก็กังวลว่า แม้แรงส่ง QOQ ยังคงมีอยู่ แต่จะถึงแค่ครึ่งปีแรก และแผ่วลงในครึ่งปีหลังอย่างชัดเจน โดยการบริโภคเอกชนยังเพิ่มขึ้น แต่ปรับลงทุนภาครัฐลง เพราะเร่งตัวไปในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว ทำให้ปีนี้โตช้าลง แต่เชื่อว่าการลงทุนเอกชนน่าจะเร่งเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกไม่คิดว่าจะโตได้เหนือ 3% เพราะปลายปีก่อนโตค่อนข้างสูงจากการเร่งส่งออกก่อนทรัมป์เข้ามา

และหากดูภาคการผลิตตัวเลขยังแย่อยู่ จากเซ็กเตอร์รถยนต์ แต่ตลาดเริ่มซึม ๆ และน่าจะทรงตัวแล้ว ดังนั้นที่เห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าภูมิภาค มาจาก 2 มิติ คือ ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงวัฏจักร ทำให้ศักยภาพการโตเหนือ 3% อาจจะยาก”

ท่ามกลางสารพัดปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องออกแรงกันอีกไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีขึ้น