เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

“ทรัมป์” ขึ้นภาษีรอบ 2-จีนโต้ทันที ไทยจุกเก็บเพิ่มเหล็ก-อะลูมิเนียม

05 มี.ค. 2568 | 06:41น.
trump

เศรษฐกิจโลกเดือดอีกหลังภาษีสหรัฐก๊อกสองมีผลบังคับใช้ รีดเพิ่มจากจีน-แคนาดา-เม็กซิโก และกำลังจะรีดภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียมจากทั่วโลกอัตราเพิ่มขึ้น 25% กลางเดือนมี.ค. รวมถึงเพิ่มภาษีรถยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ในเดือนเม.ย. “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เจ้าพ่อตลาดหุ้นโลกเตือนเสี่ยงเงินเฟ้อ คนที่เดือดร้อนไม่พ้นชาวอเมริกัน ด้านสภาผู้ส่งออกทางเรือไทย กังวลแข่งราคาเดือด โดยเฉพาะภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียมทำต้นทุนพุ่งสูง ขณะที่ไทยส่งออกไปสหรัฐขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 16 โดยเดือนแรกปีนี้ส่งออกทะลุ 8.6 แสนล้านบาท

จากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวมจากจีนเพิ่มเป็นสองเท่า มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มีนาคม 2568 โดยเรียกเก็บภาษีขึ้นเป็น 20% หลังจากเก็บรอบแรก 10% ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่สองประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐ อย่างแคนาดา และเม็กซิโก ต่างถูกเรียกเก็บเช่นกัน โดยเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% ยกเว้นสินค้าพลังงานจากแคนาดาที่จะถูกเรียก 10% ในวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา

“ทรัมป์” ลุยเพิ่มเก็บภาษีเหล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทรัมป์ยังประกาศดำเนินนโยบายการค้าอเมริกาต้องมาก่อน หรือ “America First Trade Policy” อยู่เรื่อย ๆ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ล่าสุดประกาศแผนเรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกเพิ่มอีก 25% มีผลในวันที่ 12 มีนาคม มีเพียงออสเตรเลียประเทศเดียวที่ได้รับการยกเว้น

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ เภสัชภัณฑ์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วสุดวันที่ 2 เมษายนนี้ และยังสั่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐสอบสวนการทุ่มตลาดในอุตสาหกรรมทองแดง และไม้แปรรูปอีกด้วย

แคนาดาเอาคืนเก็บภาษี

หลังมาตรการทางภาษีเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาออกแถลงการณ์ว่า แคนาดาพร้อมตอบโต้ด้วยภาษีศุลกากร โดยระบุว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 25% ทันที กับสินค้ามูลค่ากว่า 20,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 707,200 ล้านบาท) ในรอบแรก

ก่อนจะเรียกเก็บภาษีสินค้าเพิ่มอีก 86,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.93 ล้านล้านบาท) ในอีกสามสัปดาห์ต่อมา ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลากประเภทมากขึ้น ทั้งรถบรรทุก รถอีวี เหล็ก อะลูมิเนียม ผักและผลไม้ และยังใช้มาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มอีก เช่น การจัดหาพลังงานและแร่หายากสำคัญ

จีนดีเดย์รีดภาษีเพิ่ม 10 มี.ค.

ด้านจีนประกาศมาตรการตอบโต้ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มีนาคม โดยเก็บภาษีนำเข้า 15% กับสินค้าไก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด และฝ้ายจากสหรัฐ ส่วนข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง เนื้อหมู เนื้อวัว สินค้าประมง ผลไม้ ผัก และผลิตภัณฑ์นมอีก 10% รวมถึงเพิ่มบริษัทสหรัฐอีก 10 แห่ง ลงในรายชื่อบริษัทไม่น่าเชื่อถือ และ 15 แห่งในรายชื่อควบคุมการส่งออก

จากก่อนหน้านี้ จีนขึ้นภาษีถ่านและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าจากสหรัฐเพิ่ม 15% ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มอีก 10% ในกลุ่มสินค้าน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลการเกษตร รถยนต์และรถบรรทุกบางรุ่น พร้อมควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างทังสเตน เทลลูเรียม รูทีเนียม โมลิบดีนัม และรูทีเนียม

นอกจากนี้ จีนยังสอบสวนอัลฟาเบท บริษัทแม่กูเกิล ตามข้อกล่าวหาละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด และขึ้นบัญชีพีวีเอช คอร์ป. บริษัทเสื้อผ้าสัญชาติอเมริกัน ร่วมกับอิลลูมินา บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสหรัฐให้อยู่ในรายชื่อบริษัทไม่น่าเชื่อถือ

ส่วนคลอเดีย เชนบาม ประธานาธิบดีเม็กซิโกระบุว่า สั่งให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจใช้มาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีตอบโต้สหรัฐ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมใด ๆ

“บัฟเฟตต์” เตือนเสี่ยงเงินเฟ้อ

จากมาตรการภาษีต่าง ๆ ที่สหรัฐประกาศออกมา ทำให้ นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้บริหารเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ นักลงทุนชื่อดังจากสหรัฐ กล่าววิจารณ์นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ว่า อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไม่ต่างจากการทำสงคราม และเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วภาระทั้งหมดจะตกอยู่ที่ผู้บริโภค

ขณะที่นายเดวิด โซโลมอน ซีอีโอโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่จากสหรัฐ มองต่างว่า มีโอกาสน้อยมากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญภาวะถดถอย (Recession)

เช่นเดียวกันกับความเห็นของนายสตีฟ ชวาร์ซมาน ซีอีโอแบล็กสโตน บริษัทไพรเวตอิควิตี้รายใหญ่ของโลกกล่าวว่า จากการสำรวจรายไตรมาสกับบรรดา 250 บริษัท แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในทิศทางที่ดี ไม่มีผู้บริหารรายใดที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยภายในปีนี้

ไทยกังวลภาษีเหล็กกระทบ

ส่วนประเทศไทย โดยนายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า มาตรการทางภาษีของสหรัฐ และการเริ่มตอบโต้ของประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนได้ สิ่งที่คาดว่าจะส่งผลแน่ชัด คือการแข่งขันราคาที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในตลาด โดยยังต้องติดตามสถานการณ์หลังขึ้นภาษีไปแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งยอมรับว่าจะมีผลต่อ Supply Chain ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อย่างเช่น กลุ่มก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สรท.คาดการณ์ส่งออกปี 2568 เติบโตที่ 1-3% นอกจากนี้
ยังประเมินว่าการส่งออกของไทยในไตรมาส 1 ของปีนี้จะยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยคาดว่าขยายตัวอยู่ที่ 7-8% การส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 2 จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการขึ้นภาษีจากนโยบาย ทรัมป์ 2.0 จะเห็นภาพชัดมากขึ้น

ส่งออกสหรัฐขยายตัว 16 เดือน

สำหรับภาพรวมการส่งออกไทย เดือนมกราคม 2568 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 25,277.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.6% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 862,367 ล้านบาท ขยายตัว 11.8% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนมกราคมขยายตัว 11.4%) ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 27,157.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 938,112 ล้านบาท ขยายตัว 6.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม 2568 ขาดดุลเท่ากับ 1,880.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลในรูปของเงินบาท 75,746 ล้านบาท

ด้านการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐ ขยายตัว 22.4% (ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
หวั่นเหล็กทะลักกดราคาถูกลง

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กล่าวในฐานะสมาชิก 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ว่าการที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็กกับประเทศเม็กซิโก ซึ่งประเทศไทยได้เคยประเมินแล้วว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะไม่ได้กระทบต่อไทยโดยตรงมากนัก แต่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กโดยรวมทางอ้อม นั่นหมายความว่าเหล็กจะล้นตลาดและทะลักเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก ยิ่งเป็นแรงกดดันทำให้ราคาเหล็กในประเทศมีการแข่งขันที่สูงขึ้น คาดว่าราคาเหล็กจะตกต่ำลงไปอีกจากเดิม เช่น ราคาเหล็กเส้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 18 บาท อาจจะเหลือกิโลกรัมละ 15-16 บาท แน่นอนว่าเมื่อซัพพลายล้น ในขณะที่ดีมานด์ความต้องการใช้เหล็กไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยยังคงความต้องการอยู่เพียง 30% ของผลผลิตทั้งหมด เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ยังไม่เกิดขึ้นใหม่ มีเพียงงานซ่อมแซมเท่านั้น ปริมาณการใช้เหล็กจึงยังไม่มากพอ

กสิกรฯชี้ภาษีเหล็กกระทบไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ 25% ทุกประเทศ คาดว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยในภาพรวมจำกัดเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของสหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของไทยเสี่ยงกระทบมากกว่า เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม ไทยเสี่ยงเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

โดยสหรัฐขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม เพราะต้องการลดการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตในประเทศ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตลดต่ำกว่า 80% ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 25% ทุกประเทศ รวมถึงยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้า และการให้โควตา มีผลตั้งแต่ 12 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นการปรับเงื่อนไขการเก็บภาษี “มาตรา 232” เพื่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อปี 2561 ที่เคยขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมบางรายการ 25% และ 10% ตามลำดับ

ท่อเหล็กไทยไม่เคยโดนเก็บ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของไทยอาจได้รับผลกระทบทางตรงมากกว่าเหล็ก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญ การขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ กระทบไทยแตกต่างกันในแต่ละรายสินค้า อาทิ เหล็ก ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปสหรัฐเพียง 5% ของการส่งออกเหล็กทั้งหมด อีกทั้งสินค้าเหล็กส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ เช่น เหล็กแผ่นรีดต่าง ๆ และเหล็กเส้น/ลวดเหล็ก ถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% อยู่แล้ว จึงทำให้ผลกระทบรอบนี้ไม่มากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น

แต่ผลิตภัณฑ์จากเหล็กได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย หรือมีสัดส่วน 23% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กทั้งหมด รวมถึงสินค้าที่ไทยส่งออกไปมาก เช่น ท่อเหล็กและเหล็กสิ่งก่อสร้าง ยังไม่เคยถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เหล็กปลายน้ำอื่น ๆ ที่สหรัฐจะขยายขอบข่ายเพิ่มขึ้น

ส่งออก “อะลูมิเนียม” สาหัส

อะลูมิเนียมได้รับผลกระทบ เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย หรือมีสัดส่วน 15% ของการส่งออกอะลูมิเนียมทั้งหมด โดยปัจจุบันไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% และจะเพิ่มเป็น 25% ทำให้ราคาส่งออกอะลูมิเนียมของไทยแพงขึ้น ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐมาก ได้แก่ ฟอยล์อะลูมิเนียม และอะลูมิเนียมแผ่นบาง นอกจากนี้ ต้องติดตามผลกระทบทางอ้อมจากการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิตของไทย