เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
Business ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
News ‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
Economic ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
Politics รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ดูทั้งหมด

SCB EIC คง GDP ปี 2568 ที่ 2.4% เตือนภาคส่งออกรับมือ “ทรัมป์ 2.0”

18 มี.ค. 2568 | 14:26น.

SCB EIC คง GDP ปี 2568 ที่ 2.4% แรงหนุนท่องเที่ยว แจกเงินหมื่นเฟสที่เหลือ และการลงทุนภาครัฐ ส่งออกเสี่ยงจากนโยบายทรัมป์ 2.0 มองแนวคิดซื้อหนี้บริหารต้องทำรอบคอบ-ดูแหล่งที่มาของเงินทุน ป้องกันระวัง Moral Hazard

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ยังคงมุมมองต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัวได้ 2.5% มาจากแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการ 10,000 บาทเฟสที่เหลือ และการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากมาตรการเร่งเบิกจ่าย

ในขณะที่การส่งออก นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ จะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนของไทย ซึ่งเศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างมากจากสงครามการค้า ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะหลายปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยพึ่งตลาดสหรัฐมากขึ้น

โดยมุมมองผลกระทบต่อธุรกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบายภาษี Reciprocal Tariffs และ Specific Tariffs ของสหรัฐ ที่คาดว่าจะกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ปิโตรเคมี เป็นต้น

ส่วนภาคการผลิตไทยยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในปีนี้ ด้วยส่วนหนึ่งมาจากนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทุนและวัตถุดิบ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากนโยบายของทรัมป์ 2.0 และจากปัญหาโครงสร้างการผลิตที่ยังอ่อนแอ

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของนโยบายภาษีในช่วงไตรมาสที่ 2/68 ทำให้กระทบภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากไทยมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐ ถึง 18% โดยอีไอซีคาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% จากปีก่อนที่เติบโต 5.8%

ขณะเดียวกัน กรณีที่สหรัฐมีการเรียกเก็บภาษีทุกประเทศในอัตราเท่ากันที่ 10% จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเยอะ โดยการคาดการณ์จะกระทบต่อจีดีพีไทยประมาณ 1% ขณะที่การนำเข้าจะเจอแรงกดดันของสินค้าจีนและประเทศอื่นที่หลบเลี่ยงจากกำแพงภาษี ทำให้สัดส่วนการนำเข้าจะมีมากขึ้น โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนนำเข้าจากจีนประมาณ 25% ของการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันกระทบต่อภาคการส่งออก-นำเข้าของไทยในระยะข้างหน้า

พร้อมกันนี้ธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยเริ่มเปลี่ยนจากการย้ายฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ เปลี่ยนเป็นการเข้ามาแข่งขันกับตลาดในประเทศมากขึ้น ส่วนภาพการลงทุนภาคเอกชนแม้จะกลับมาขยายตัวในปีนี้จากที่หดตัวแรงในปีก่อน แต่เป็นผลจากการนำเข้าสินค้าทุนตามกระแสการลงทุนทางตรงจากต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนในประเทศด้านอื่นยังฟื้นตัวได้ไม่มากนัก

“เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของโลก สะท้อนอาการแผลเป็นโควิดหลายมิติ ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่ยังไม่ได้แก้ไข ทั้งแผลเป็นภาคธุรกิจ แผลเป็นภาคครัวเรือน สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีที่ยังสูงเกือบ 90% และแผลเป็นภาคการคลัง เห็นได้จากหนี้สาธารณะสูงขึ้นมากเทียบก่อนโควิดและมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานหนี้ 70% ในอีกไม่กี่ปี“

คาด กนง.ลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง

ดร.ยรรยง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจัยบวกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังคงเป็นภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่ยังคงต้องติดตามประเด็นทางด้านความปลอดภัยและเศรษฐกิจคู่ค้า โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะอยู่ที่ 38.2 ล้านคน ชะลอตัวจาก 38.8 ล้านคน

และการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.6% เป็นผลมาจากโครงการดิจิทัลวอลเลต 1.4-1.5 แสนล้านบาทของภาครัฐ ตลอดจนการใช้จ่ายภาครัฐที่มีการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ทยอยเพิ่มขึ้น อาจทำให้เม็ดเงินใช้จ่ายมีจำกัดมากขึ้น

อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยที่สำคัญคือประเด็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนับจากโควิด-19 เป็นต้นมา โดยประเทศไทยนับเป็นลำดับท้าย ๆ ที่อัตราการเติบโตของจีดีพีกลับมาสู่ช่วงก่อนโควิด-19 (2562) ได้โดยใช้เวลาถึง 4 ปี อันเนื่องมาจากประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาภาคท่องเที่ยวสูง และปัญหาเชิงโครงสร้าง และหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้รายได้ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาความมั่งคั่งหรือรายได้ที่หายไปสูงถึง 6 ล้านล้านบาท โดยก่อนโควิด-19 จีดีพีไทยขยายตัว 4% แต่หลังโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.1%

“เทรดวอร์ จะกระทบเศรษฐกิจไทย โดยส่งออกชะลอตัว และการนำเข้าสูงขึ้น ซึ่งต่อไปจะกระทบภาคผลิต การจ้างงานระดับถัดไป แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้น แต่เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ไทยเป็นเป้าหมายตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐได้“

สำหรับนโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายนและครึ่งหลังของปี โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่อยู่ 2.00% ลงมาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 0.7% ลดลงจาก 1% เป็นผลมาจากราคาน้ำมันปรับลดลง

มองซื้อหนี้เสีย ต้องดูที่มา ระวัง Moral Hazard

ดร.ยรรยง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวคิดการรับซื้อหนี้จากระบบธนาคาร หรือการจัดตั้ง AMC นั้น มองว่า ตอนนี้อาจจะไม่สามารถคอมเมนต์ได้ เนื่องจากยังไม่รู้แนวทางและหลักการของมาตรการดังกล่าว แต่เบื้องต้นเชื่อว่าทุกภาคส่วนพยายามเสนอไอเดียการแก้หนี้ อย่างไรก็ดี การแก้หนี้ได้ยั่งยืนจะต้องเพิ่มรายได้ของประชาชนด้วย และภาคธนาคารพยายามประคับประคองลูกหนี้ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โดยปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถของลูกค้า

อย่างไรก็ดี กรอบสำคัญของแนวทางการับซื้อหนี้ จะตัองมองแบบบูรณาการ โดยจะมี 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ที่มาของแหล่งเงินทุนจะมาจากไหน เพราะจะเป็นภาระทางการคลัง และ 2.จะต้องพิจารณาเรื่องวัฒนธรรมจงใจผิดชำระหนี้ หรือวินัยทางการเงิน (Moral Hazard) โดยจะต้องบาลานซ์ประเด็นเหล่านี้ให้ดี

นอกจากนึ้ จะต้องมีกระบวนการการฟื้นตัวได้ ทั้งในส่วนกระบวนการศาล เพื่อให้คนเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยได้ ขณะที่ประเด็นความกังวลในการก่อหนี้ใหม่ เชื่อว่าทางการสามารถใช้มาตรการ Macro-prudential ในการแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ดีกว่า

“ตอนนี้ทุกภาคส่วนพยายามเสนอไอเดียในการแก้หนี้ แต่การแก้ปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจนั้น ไม่สามารถทำได้ในวันสองวัน ต้องใช้เวลาในการแก้ไข โดยต้องมองให้ครบรอบด้านอย่างบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาภาคการเงินเอง ก็ได้ช่วยประคับประคองอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องทำในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพในการหารายได้เพิ่มของแรงงาน และธุรกิจควบคู่ไปด้วย“

ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังอยากให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นนั้น ยอมรับว่าสินเชื่อที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ในขณะที่ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าความต้องการสินเชื่อใหม่ลดลงเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเป็นไปตามอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้นหากมีมาตรการที่สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ จึงเชื่อว่าจะทำให้ทั้งผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อมีความมั่นใจมากขึ้น และภาคธนาคารก็พร้อมสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ