Skip to content

อินเดียตอบโต้ปากีฯอย่างไร หลังเหตุกราดยิงแคชเมียร์ นองเลือดที่สุดตั้งแต่ก่อการร้ายมุมไบ 2008

24 เม.ย. 2568 | 09:23น.
อินเดียตอบโต้ปากีฯอย่างไร หลังเหตุกราดยิงแคชเมียร์ นองเลือดที่สุดตั้งแต่ก่อการร้ายมุมไบ 2008

อินเดียประกาศมาตรการเพื่อลดความสัมพันธ์กับปากีสถานเมื่อวันพุธที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มก่อการร้ายที่ต้องสงสัยสังหารเหยื่อ 26 รายที่แหล่งท่องเที่ยวในรัฐชัมมูและแคชเมียร์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ถือเป็นการโจมตีพลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในรอบเกือบ 2 ทศวรรษนับตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงที่นครมุมไบในปี 2008 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 ราย บาดเจ็บกว่า 300 คน

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติเพื่อนบ้านที่ต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์นั้นอ่อนแออยู่แล้ว แม้กระทั่งก่อนมาตรการตอบโต้ล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปากีสถานขับไล่ทูตของอินเดีย ไม่แต่งตั้งทูตปากีสถานไปประจำอินเดีย หลังจากฝ่ายอินเดียเพิกถอนสถานะกึ่งปกครองตนเองของรัฐชัมมูและแคชเมียร์ในปี 2019 ปากีสถานยังระงับบริการการเดินรถไฟสายหลักไปอินเดียและแบนหนังอินเดีย เพื่อพยายามกดดันทางการทูต

เหตุกราดยิงครั้งล่าสุดถือเป็นความล้มเหลวหลังจากที่นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และพรรคภารติยะชนตา พรรคชาตินิยมฮินดูของโมดี ซึ่งเดิมคาดไว้ว่าจะเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญจากการเพิกถอนสถานะพิเศษของรัฐชัมมูและแคชเมียร์ของรัฐบาล จะนำสันติภาพและการพัฒนามาสู่ภูมิภาคนี้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

วิกรม มิสตรี รมว.การต่างประเทศอินเดียระบุว่า เหตุการณ์โจมตีที่ชายแดนแคชเมียร์ถูกหยิบยกขึ้นเป็นวาระหารือสำคัญในการประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน และได้มีมติใช้มาตรการต่อต้านปากีสถาน เบื้องต้นสรุปได้ 4 ข้อดังนี้

1.อินเดียระงับสนธิสัญญาแม่น้ำสินธุ (Indus Waters Treaty 1960) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาแบ่งปันน้ำที่สำคัญกับปากีสถาน ซึ่งฝ่ายปากีสถานพึ่งพาน้ำที่ไหลลงมาจากระบบแม่น้ำสายนี้จากรัฐแคชเมียร์ของอินเดียเป็นอย่างมาก ในฐานะเป็นแหล่งพลังงานน้ำและความต้องการชลประทาน การระงับสนธิสัญญาจะทำให้อินเดียปฏิเสธไม่ให้ปากีสถานได้รับส่วนแบ่งน้ำ

2.อินเดียยังปิดจุดผ่านแดนทางบกที่เหลือเปิดอยู่เพียงแห่งเดียวระหว่างสองประเทศ โดยผู้ที่ข้ามเข้ามาในอินเดียสามารถกลับผ่านจุดดังกล่าวได้ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม และด้วยไม่มีเที่ยวบินตรงให้บริการระหว่างสองประเทศอยู่ก่อนแล้ว การปิดจุดผ่านแดนนี้จึงตัดขาดเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งหมดระหว่างสองประเทศ

3.ชาวปากีสถานจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปอินเดียภายใต้วีซ่าพิเศษเอเชียใต้ ซึ่งวีซ่านี้ที่ออกให้ทั้งหมดถูกยกเลิกแล้ว และชาวปากีสถานในอินเดียที่ถือวีซ่าประเภทดังกล่าวต้องออกจากอินเดียภายใน 48 ชั่วโมง

4.ที่ปรึกษาฝ่ายกลาโหมทั้งหมดของคณะผู้แทนปากีสถานในกรุงนิวเดลีถูกประกาศให้เป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา (Persona Non Grata) และต้องออกจากอินเดียในหนึ่งสัปดาห์ และอินเดียจะถอนที่ปรึกษาฝ่ายกลาโหมในปากีสถานออกไปด้วย รวมถึงลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานจาก 55 คน เหลือ 30 คน

มิสตรีระบุอีกว่า คณะรัฐมนตรีมั่นคงแห่งชาติ (CCS) ได้ตรวจสอบสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวม และสั่งการให้กองกำลังทั้งหมดเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และมีมติให้นำผู้ก่อเหตุและผู้สนับสนุนมาลงโทษ

“…อินเดียจะไม่ลดละในการตามล่าผู้ที่ก่อเหตุก่อการร้าย หรือสมคบคิดเพื่อให้การก่อการร้ายเกิดขึ้น” เขากล่าว

ด้านเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติในเช้าวันนี้ (24 เมษายน 2025) เพื่อตอบสนองต่อแถลงการณ์ของรัฐบาลอินเดีย

เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยอินเดียลาดตระเวนบริเวณที่กลุ่มก่อการร้ายต้องสงสัยโจมตีนักท่องเที่ยวในเมืองไบซาราน  ทางตอนใต้ของรัฐแคชเมียร์ เมื่อ 23 เมษายน 2025

การตอบโต้ของอินเดียมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากการโจมตีในเมืองหุบเขาไบซารานในพื้นที่พาฮาลกัม ดินแดนหิมาลัยที่งดงามของรัฐชัมมูและแคชเมียร์ ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินเดียและปากีสถานมานานหลายสิบปี และเป็นสถานที่เกิดสงคราม การก่อความไม่สงบ และการเผชิญหน้าทางการทูตหลายครั้ง

การโจมตีล่าสุดนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย ประกอบด้วยชาวอินเดีย 25 ราย ชาวเนปาล 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 คน จากเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

นับเป็นการโจมตีพลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดในอินเดียนับตั้งแต่เหตุยิงที่มุมไบในปี 2008 และทำลายความสงบสุขในแคชเมียร์ ซึ่งการท่องเที่ยวเฟื่องฟูในขณะที่กลุ่มกบฏต่อต้านอินเดียกำลังเสื่อมถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

กลุ่มก่อการร้ายที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่าง “กองกำลังต่อต้านแห่งแคชเมียร์ (Kashmir Resistance)” อ้างอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีดังกล่าวผ่านข้อความทางโซเชียลมีเดีย โดยแสดงความไม่พอใจที่ “คนนอก” มากกว่า 85,000 คนได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐนี้ ซึ่งกระตุ้นให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากร”