Skip to content

ราคาเมล็ดกาแฟพุ่งสูงสุดในรอบ 65 ปี เครื่องดื่มประจำวันที่ไม่ธรรมดา

14 พ.ค. 2568 | 07:36น.
ราคาเมล็ดกาแฟพุ่งสูงสุดในรอบ 65 ปี เครื่องดื่มประจำวันที่ไม่ธรรมดา
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

ในศตวรรษที่ 19-20 “กาแฟ” กลายเป็น “สินค้าส่งออกหลัก” ของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในละตินอเมริกา เช่น บราซิล และโคลอมเบีย ส่วนเวียดนามเพิ่งเข้าสู่วงการผู้ผลิตในช่วง 1990 และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกโรบัสต้าอันดับหนึ่งของโลก

ขณะที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกรในประเทศผู้ผลิต ไปจนถึงมนุษย์เงินเดือนในเมืองที่ “กาแฟเช้า” กลายเป็นต้นทุนประจำวัน

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคากาแฟพุ่งสูง

“สภาพอากาศ” แปรปรวนรุนแรง ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา ทำให้เกิดภัยแล้งและฝนตกผิดฤดูกาลในประเทศผู้ผลิตหลักอย่างบราซิล (ผู้นำด้านอราบิก้า) และเวียดนาม (ผู้นำด้านโรบัสต้า) ทำให้ผลผลิตลดลง และคุณภาพเมล็ดกาแฟแปรปรวน

“ความต้องการบริโภค” เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง มีชนชั้นกลางที่หันมาดื่มกาแฟมากขึ้น รวมถึงคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ ที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานที่เร่งรีบ

ผลลัพธ์จาก อุปทานเพิ่ม-อุปสงค์ลด = ราคาเพิ่ม

จากข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2568
-อราบิก้า อยู่ที่ 9.04 USD/kg สูงสุดในรอบ 65 ปี
-โรบัสต้า อยู่ที่ 5.81 USD/kg สูงสุดในรอบ 48 ปี

กาแฟจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่สะท้อนแรงกดดันจากทั้งภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

นำเข้า-ส่งออกกาแฟไทย
สำหรับภาพรวมการนำเข้าและส่งออกกาแฟของไทย : จากผู้แปรรูปสู่โอกาสในห่วงโซ่มูลค่า

ส่งออก :

-กาแฟดิบ 4.1 ล้านดอลลาร์ (723 ตัน) ส่งออกไปมาเลเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐ
-กาแฟคั่ว 4.8 ล้านดอลลาร์ (449 ตัน) ส่งไปกัมพูชา จีน ญี่ปุ่น
-กาแฟสำเร็จรูป 145.1 ล้านดอลลาร์ (26,547 ตัน) ครองตลาดกัมพูชา ลาว และออสเตรเลีย

นำเข้า :

-กาแฟดิบ 244.6 ล้านดอลลาร์ (61,297 ตัน) นำเข้าหลักจากเวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย
-กาแฟคั่ว 26.8 ล้านดอลลาร์ (1,746 ตัน) มาจากมาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และเวียดนาม
-กาแฟสำเร็จรูป 170.9 ล้านดอลลาร์ (18,483 ตัน) นำเข้าจากมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย

โครงสร้างนำข้า-ส่งออกนี้สะท้อนว่า ไทย “นำเข้ากาแฟดิบ-คั่วจำนวนมาก เพื่อนำมาแปรรูป” และส่งออกในรูปแบบกาแฟสำเร็จรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า นี่คือจุดแข็งของไทยในฐานะผู้แปรรูปเชิงอุตสาหกรรม

ผลกระทบต่อผู้บริโภค : เมื่อราคากาแฟแพงขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่รับมือได้เท่ากัน

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตกาแฟทั้งแบบผงสำเร็จรูปและเครื่องดื่มพร้อมดื่ม ได้ทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกาแฟผงสำเร็จรูปปรับเพิ่มอีก 5% โดยมีผลตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2568 ขณะที่เครื่องดื่มกาแฟบรรจุกระป๋องมีแผนปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 2 บาทต่อกระป๋อง (จาก 15 เป็น 17 บาท) ตั้งแต่มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

แม้ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่สูงขึ้น แต่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ อาจถือเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ หากสามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่ต้องการเมล็ดคุณภาพสูงได้โดยตรง

ร้านกาแฟขนาดใหญ่ที่มีแบรนด์และระบบสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า อาจสามารถตรึงราคาได้ชั่วคราว แต่หากราคาตลาดยังสูงต่อเนื่อง กำไรสะสมก็อาจหายไป ขณะที่ร้านขนาดเล็กซึ่งมักไม่มีอำนาจต่อรองในระบบซัพพลายเชน อาจต้องเลือกทางรอดด้วยการลดขนาดแก้ว หยุดโปรโมชั่น หรือปรับราคาขึ้นบางเมนูแทน

เรื่องไม่ลับ แต่คนไม่รู้

1.กาแฟ กับ “ภาษีคาร์บอน” และ Climate Trade War

เมล็ดกาแฟส่วนใหญ่ปลูกในประเทศแถบร้อน แต่บริโภคในประเทศที่มีรายได้สูงและอุณหภูมิเย็นกว่า หากยุโรป หรือสหรัฐเริ่มบังคับใช้ภาษีคาร์บอนชายแดน (CBAM) กับสินค้าเกษตร กาแฟก็มีแนวโน้มจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย

ประเทศผู้ผลิตกาแฟจำนวนมากมีคาร์บอนฟุตพรินต์สูง เพราะยังใช้วิธีปลูกแบบดั้งเดิม ใช้ปุ๋ยเคมี และยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวได้เท่าประเทศพัฒนาแล้ว

ดังนั้น ภาระต้นทุนจึงอาจเพิ่มขึ้นจาก “มาตรฐานความยั่งยืนที่คนอื่นเป็นผู้กำหนด”

นี่คือ “ความเหลื่อมล้ำเชิงสภาพภูมิอากาศ” ที่ซ่อนอยู่ในแก้วกาแฟ ระหว่างประเทศที่ปลูกมากที่สุด กับประเทศที่บริโภคมากที่สุด

2.กาแฟ กับ “Giffen Goods” ยิ่งแพง ยิ่งต้องซื้อ ?

แม้ราคากาแฟจะพุ่งสูงในปีที่ผ่านมา แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคบางกลุ่มกลับไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในเมืองที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่มักถูกมองว่าเป็น “ต้นทุน” ในการมีสติิ

การลดค่าใช้จ่ายจากมื้อกลางวัน หรือความบันเทิง อาจทำได้ก่อน แต่ “กาแฟเช้า” ยังจำเป็นต่อประสิทธิภาพการทำงานอยู่มาก พฤติกรรมนี้สะท้อนลักษณะของสินค้าประเภท Giffen : ยิ่งราคาแพง ยิ่งเลิกไม่ได้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่เทียบเท่า

ในวัฒนธรรมการทำงานที่เร่งรีบและกดดัน “กาแฟก่อนเข้างาน” กลายเป็นพิธีกรรมเงียบ ๆ ของคนทำงาน และเป็น “ภาระจำเป็น” ทางจิตใจที่ยากจะตัดออกจากชีวิตประจำวัน

3.กาแฟ กับแรงงานที่มองไม่เห็น

ตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ให้ความสำคัญกับรสชาติ แหล่งที่มา และกระบวนการคั่วอย่างพิถีพิถัน แต่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟจากแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ยังมีฟาร์มจำนวนไม่น้อยที่พึ่งพาแรงงานต่ำกว่าเกณฑ์ หรือแม้แต่แรงงานเด็ก

คนเมืองที่ดื่มกาแฟจากเคนยา อาจไม่รู้ว่ามี “แรงงานไร้เสียง” อยู่เบื้องหลังแก้วกาแฟของตน การดื่มกาแฟที่ดูหรูหราในร้านพิเศษ อาจกลายเป็นการสนับสนุนโครงสร้างแรงงานที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่ตั้งใจ หากไม่มีระบบรับรอง เช่น Fair Trade หรือการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ความยั่งยืนที่ผู้บริโภคเชื่อ อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

4.กาแฟกับ Geopolitics : ใครคุมเส้นทางเมล็ดกาแฟโลก ?

ห่วงโซ่อุปทานกาแฟโลกกระจุกตัวอยู่ในประเทศไม่กี่แห่ง เวียดนามเป็นผู้นำตลาดโรบัสต้า ขณะที่บราซิลครองตำแหน่งผู้นำอราบิก้า หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคใด ภาวะชะงักงันในการส่งออกอาจเกิดขึ้นได้ในทันที

สหรัฐเริ่มผลักดันการลงทุนในประเทศผู้ผลิตใหม่อย่างโคลอมเบียและเอธิโอเปีย เพื่อลดการพึ่งพาเครือข่ายการค้าเดิมที่เชื่อมโยงกับจีน ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความพยายามในการ ็ตัดจีนิ จากห่วงโซ่กาแฟ (Coffee Decoupling)

กาแฟอาจกลายเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ระดับภูมิภาคมากกว่าที่เคยเป็นมา

กาแฟไทยไม่ควรเป็นเพียงสินค้าเกษตรทั่วไปอีกต่อไป ถึงเวลาเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ ให้กาแฟไทยกลายเป็น “วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม” ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงกาแฟแก้วโปรด

กาแฟไทยอาจไม่ต้องแข่งด้วยปริมาณ แต่อาจเป็น “คุณภาพ-เรื่องเล่า-ความยั่งยืน-และการปฏิบัติจริง” ที่ทำให้โลกหันมามองเราต่างจากที่เคย