ฮือฮาพอสมควร เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งเมื่อ 14 พ.ค. ให้ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เฉพาะส่วนที่ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ
ตั้งแต่ 14 พ.ค. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
เรื่องนี้มาจากบทบาทของดีเอสไอ ที่ลุยคดีเลือก สว. นำไปสู่การเรียก สว.มารับข้อหาฮั้วเลือกตั้ง และกำลังจะลามไปถึงคดีฟอกเงินและอั้งยี่
จึงมีกลุ่ม สว.เข้าชื่อยื่นประธานวุฒิสภา ระบุว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี แทรกแซง หรือครอบงำ กกต.
โดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ
อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักแบ่งแยกอำนาจ ฝ่าฝืนหลักนิติธรรม
จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ขัดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ทำให้ความเป็น รมต.ของทั้งสองคนสิ้นสุดเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
พร้อมกับขอให้ศาลสั่งให้บิ๊กอ้วนและบิ๊กทวียุติการปฏิบัติหน้าที่
เรื่องนี้ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องดีเบตกันพอสมควร ประกอบกับเป็นเรื่องที่มาจากประธานวุฒิสภา
ต้องหาทางออกตามกฎหมายที่เหมาะสม
ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ พ.ต.อ.ทวีหยุดปฏิบัติหน้าที่ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดีเอสไอ
แต่ศาลสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและส่งหลักฐานใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
การวินิจฉัยน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้าหลังจากคำชี้แจงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ
ทางด้าน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ส่วนตัวยังมองในทางบวก ซึ่งจะทำให้ทุกคนสบายใจด้วย เพราะในหน้าที่การสืบสวนสอบสวน เราไม่ได้เข้าไปอยู่แล้ว และถ้าเราเคารพศาลจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ซึ่งเรื่องต่าง ๆ จะได้นำไปสู่การตรวจพิสูจน์ในเรื่องนี้ การที่ศาลสั่งแบบนี้ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี และอยากให้ทุกคนเคารพ สร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม คือการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่าศาลไม่ได้สั่งอะไรให้เสียหาย เพราะเราก็ไม่ได้ไปยุ่งอยู่แล้ว เพียงแต่หากศาลมีหนังสือมาเราก็แค่ทำคำชี้แจง และรอการพิจารณาของศาล
ส่วนจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้หรือไม่ เนื่องจากข้อกล่าวหาค่อนข้างรุนแรงนั้น พ.ต.อ.ทวีเผยว่ายังไม่เห็นคำร้อง ซึ่งเราก็ชี้แจงได้อยู่แล้ว เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ศาลให้เราไปชี้แจง เราก็ไปชี้แจงตามนั้น และรอฟังคำวินิจฉัยของศาล ส่วนเรื่องสำนวนหรือคดีความก็ปล่อยให้เดินไปตามกฎหมาย เพราะถึงมี รมว.ยุติธรรมก็ไม่สามารถแทรกแซงหรือควบคุมอะไรได้
สำนวนคดีการฟอกเงินและอั้งยี่จากคดีฮั้ว สว.นั้น ไม่ได้สั่งให้หยุด ก็ทำต่อไป และไม่กระทบกับกรอบระยะเวลาในการทำคดีที่ตั้งไว้
เมื่อถามอีกว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวของกลุ่ม สว.เป็นการสกัดการตรวจสอบหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่าเราต้องเคารพศาล อย่าไปวิจารณ์ ไม่ขอลงในรายละเอียด ประชาชนก็ดูกัน
ส่วนที่ สว.ออกมาบอกว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาสะท้อนถึงการออกมาแหกปากทำให้สังคมเกลียดชัง สว.นั้น พ.ต.อ.ทวีเผยว่าไม่ได้ยินใครพูดแบบนี้ วันนี้สังคมเราตื่นรู้แล้ว ใครจะมีสิทธิพูดอะไรก็พูด แต่การที่ศาลสั่งแบบนี้ ตนมองเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า หน้าที่ของเราคือทำคำชี้แจงภายใน 15 วัน เราก็จะทำคำชี้แจงไป ปกติแล้วรัฐมนตรีไปกำกับดีเอสไอไม่ได้อยู่แล้ว แต่ตามกฎหมายที่จะเสนอกฎหมายเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ต้องเป็นรัฐมนตรีเซ็น ก็จะมีผู้รักษาการแทนที่น่าจะตั้งแล้ว
เมื่อถามว่าตอนนี้หลายคนมองว่าเป็นศึกระหว่างฝั่งสีแดงกับสีน้ำเงิน และเหมือนว่าสีน้ำเงินชนะในยกแรกแล้ว พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่าเราทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่เคยคำนึงในเรื่องการเมืองเลย เรื่องการเมืองไม่ควรนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ที่เรียกว่าหลักนิติธรรม ที่กฎหมายต้องปกป้องคุ้มครองคนทุกคน และเสมอภาคทางกฎหมาย ดังนั้น เราจะใช้กฎหมายไปทำมิชอบไม่ได้
หลังจากนี้คงจะมีการตั้งรัฐมนตรีไปดูแลดีเอสไอ ในส่วนที่ พ.ต.อ.ทวีต้องถอยออกไป
ตามลิสต์การทำหน้าที่ทดแทนกันที่มีการจัดทำไว้ อาจเป็นบิ๊กอ้วน หรือคนอื่น ๆ จากแถว ๆ สำนักนายกฯ ก็ได้
สำหรับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ถือว่ามีผลในกรอบเล็ก ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ได้จัดตามคำขอของกลุ่ม สว.ทั้งหมด
“คดีเลือก สว.” มาถึงจุดที่หลายฝ่ายจับตาดูว่าจะจบอย่างไร
ขณะที่เรื่องของบิ๊กอ้วน กับ พ.ต.อ.ทวีก็เป็นประเด็นไปด้วย
ใครจะอยู่ใครจะไป น่าจะพอเห็นเค้ากันอยู่