แพทองธาร ต้องใช้งบฯ 1.57 แสนล้านกอบกู้เศรษฐกิจ ชะลอแจก 1 หมื่น
นายกรัฐมนตรี ยอมรับ ต้องใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านกอบกู้เศรษฐกิจ ลงทุนโครงสร้างทั้งประเทศ ชะลอแจกเงินหมื่น เพราะมีปัจจัยภาษีทรัมป์แทรก
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลัลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเสรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 โดยเห็นชอบให้ทบทวนงบประมาณปี 2568 งบฯกลางรายการค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อห้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก เมื่อรับฟังแล้วจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะยาวและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น
“จะมีการปรับแผน และเปลี่ยนเงินก้อนนี้มาลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ที่เป็นการลงทุนรยะยาว” น.ส.แพทองธาร กล่าว
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเลต เป้าหมายของการทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด รอบแรกกับรอบสอง กระตุ้นไปแล้วสำหรับกลุ่มเปราะบาง กับผู้สูงอายุ เมื่อมีภาษีสหรัฐเข้ามาเราก็ต้องพิจารณาทบทวน ได้ข้อเสนอจาก ธปท.และสภาพัฒน์ ให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ว่าเงินก้อนนี้จะสามารถใช้อะไรเร่งด่วนกว่าการแจกเงินดิจิทัล เปลี่ยนรูปแบบการกระตุ้นมาเรียงลำดับความสำคัญจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด จึงทบทวนตรงนี้ใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการยกเลิกโครงการแต่รัฐบาลไม่กล้าพูด เกรงกระทบฐานเสียงหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ต้องพูดกันให้เข้าใจก่อนว่า ปัญหาที่เข้ามาแทรก คิดว่าไม่ว่าประเทศไหนคงไม่อยากได้ปัญหานี้ แต่เงินก้อนนี้ทั้งก้อนเกิดประโยชน์ที่ตรงไหนสูงสุด เราเน้นที่ตรงนั้นมากกว่า
“เราไม่ได้บอกว่ายกเลิก เพราะถ้าสมมุติกลับมาทำอีกล่ะในช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว และการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้จะได้ผลประโยชน์มากที่สุด เราก็มีความหวังว่าเราอยากให้อะไรที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศก็ต้องได้ทำ ดังนั้น ที่คณะกรรมการทบทวน การแจกเงินหมื่นยังไม่ใช่ตัวกระตุ้นที่ดีที่สุด ดังนั้น เราต้องรับฟัง ถามว่าสิ่งไหนกระตุ้นดีที่สุด คือสิ่งที่เราทำอยู่” น.ส.แพทองธาร กล่าว
เมื่อถามว่า นโยบายดิจิทัลวอลเลตเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ เมื่อทำไม่ได้จะหาเสียงยากหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเวลาหาเสียง เราประเมินสถานการณ์ว่าเราทำได้จริง แต่ไม่ได้มีใครพูดถึงกำแพงภาษีสหรัฐที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่มีที่ไหนคาดคิด ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และสิ่งที่เป็นสถานการณ์พิเศษ เปอร์เซ็นต์ที่จะเก็บภาษีทุกคนก็ตกใจกันหมด เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ถามว่าทำไม่ได้จริงไหม ไม่จริง เพราะเราทำไปแล้ว ไม่ใช่นโยบายนี้ทำไม่ได้เลย
แต่สิ่งที่แทรกเข้ามาเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ทำแล้วชะลอหรือยกเลิก แต่ผ่านมาทำแล้ว 2 ครั้ง ผ่านได้ แต่ครั้งนี้มีเหตุการณ์ภาษีเข้ามามันผ่านไม่ได้ ข้อเท็จจริงมีแค่นี้
เมื่อถามว่า ประชาชนผิดหวัง ต้องทำความเข้าใจหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า แน่นอน ต้องทำความเข้าใจ แต่ถามว่าเงินก้อนนี้ไปไหนเราทำโครงสร้างพื้นฐานของประเทศใหม่ ทั้งเรื่องน้ำทั้งหมด น้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นเรื่องสำคัญมากของประเทศ ซึ่งทุกคนได้ประโยชน์ น้ำสะอาดที่ได้ใช้ทุกพื้นที่ นี่คือเป็นความจำเป็นที่ต้องโยกย้ายหมุนเงินก้อนนี้ไปทำ ในสิ่งที่ลงความเห็นมาแล้วว่าต้องทำก่อนแจกเงินหมื่น
เมื่อถามว่า มีการมองว่าการนำเงินไปแก้ปัญหาภาษีสหรัฐอย่างไร จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เงินก้อนนี้จะมาจากงบฯกลาง ต้องใช้ให้หมดใน 30 กันยายน ไม่ได้ผูกอยู่ในเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐ ซึ่งอยู่ในด้านนโยบายด้วย ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ปรับอะไรบ้าง กับสหรัฐ และต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบหรือเปล่า ต้องรอดูเพราะคนละเรื่องกัน
“ก้อนงบประมาณ 1.57 แสนล้าน จะสามารถใช้ได้ถึง 30 กันยายน ดังนั้นต้องวางแผนว่าระยะสั้นนี้ที่จะใช้เงินก้อนนี้ได้เลย สร้างประโยชน์อะไรกับประชาชนบ้าง และหลังจาก 30 กันยายน มีนโยบายระยะกลาง ระยะยาว รองรับต่อ เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้ใช้แล้วหายไปต่อหน้า มันใช้เพื่อการลงทุนในก้อนแรก เพื่อต่อยอดระยะกลาง และระยะยาวต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องทำ”
“เงิน 1.57 แสนล้านบาท เป็นที่เราจะลงเป็นโครงสร้างของทั้งประเทศ อาจไม่ได้ลงไปถึงรายบุคคล แต่ทั้งประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน จึงอยากสื่อสารเมื่อเกิดเหตุการณ์แทรก ทำให้เราต้องชะลอเรื่องดิจิทัลวอลเลตให้คนบางกลุ่มก่อน ต้องเป็นภาพให้ทั้งประเทศก่อน เป็นสิ่งที่เรียงลำดับความสำคัญ เราต้องทบทวนว่าเงินก้อนนี้สำคัญ ต้องทำอะไรก่อนเพื่อกอบกู้ เศรษฐกิจไว้” นายกฯ กล่าว
ส่วนเงินที่จะมาสู้กับกำแพงภาษีสหรัฐ อยู่ในงบฯ 1.5 7 ล้าน หรืออยู่ในส่วนของเงินที่กำลังพิจารณาจะออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในนี้มีส่วนหนึ่งที่อยู่ในก้อน 1.57 แสนล้านบาท แต่ส่วนที่จะเห็นชัดเป็นรูปธรรมคือต้องการให้เงินก้อนนี้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ แต่ในส่วนของกำแพงภาษีก็จะมีเงินอีกก้อนหนึ่งที่เราใช้ รายละเอียดขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้แจง
เมื่อถามว่าเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐมีนักธุรกิจรายใหญ่ของไทย ไปพบนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวข้องกับดูที่นายกฯเคยพูดหรือไม่ว่า มีดีลลับ นายกฯกล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ไปจึงไม่ทราบว่าคุยอะไรกัน กับนักธุรกิจใหญ่บ้าง ซึ่งตนก็เคยบอกไปแล้วว่าเสียดายที่นายทักษิณไม่ได้ไป ไม่เช่นนั้นก็ได้คุยกันแล้ว
ส่วนจะมีการดึงตัวนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานกรรมการบริหารของกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ มาช่วยเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ต้องทำตามระบบก่อน แต่นักธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหน ถ้าจะเกิดประโยชน์ต่อรัฐบาล เชื่อว่าทุกฝ่ายคงความร่วมมือกันไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่หรือธุรกิจเล็ก ถ้าสามารถช่วยรัฐบาลได้ก็ยินดี