คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่เคยประสบความสำเร็จด้วยวิธีการแบบเดิม อาจไม่สามารถรับมือกับโลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป จากเทคโนโลยีล้ำสมัยไปจนถึงแรงงานยุคใหม่ ความคาดหวังต่อ “ผู้นำ” กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นี่คือ 10 เทรนด์สำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางของการเป็นผู้นำตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าคุณจะเป็น CEO หัวหน้าทีม หรือใครก็ตามที่ต้องการพาใครสักคนเดินไปข้างหน้า
1: ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจ (Empathetic Leadership) : “หัวหน้าคนเดิมที่เรารู้จัก…เปลี่ยนไปแล้ว”
เดิมที ผู้นำที่เก่ง คือผู้นำที่สั่งการและตัดสินใจเด็ดขาด แต่ในวันนี้ ความเห็นอกเห็นใจกลายเป็น “พลังใหม่” ที่สำคัญที่สุด การเข้าใจความรู้สึกของผู้คนในทีม การเปิดใจรับฟังปัญหาเล็ก ๆ ที่อาจดูเหมือนไม่สำคัญ กลายเป็นกุญแจสร้างทีมที่เหนียวแน่น และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
Satya Nadella – CEO ของ Microsoft ตอนขึ้นเป็น CEO เขาเน้นหนักเรื่อง “empathy” จนเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้
Nadella เปิดโอกาสให้คนพูดถึงความล้มเหลว ความหวัง และความกลัว นำไปสู่บรรยากาศทำงานที่มีพลังบวกและการเติบโตที่น่าทึ่ง
2: ผู้นำที่เปิดรับความหลากหลาย (Inclusive Leadership) : “ต่างกันไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาส”
โลกการทำงานปัจจุบันเต็มไปด้วยคนจากหลายเชื้อชาติ ความเชื่อ เพศสภาพ และมุมมองชีวิตที่แตกต่าง
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในอนาคต ต้องสร้างพื้นที่ที่ “ทุกเสียงมีค่า” Rosalind Brewer – CEO ของ Walgreens Boots Alliance เป็นหนึ่งใน CEO หญิงผิวสีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในลิสต์ Fortune 500 เธอเน้นเรื่องการสร้างทีมที่หลากหลายอย่างจริงจัง สนับสนุนความหลากหลายของความคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น
3: ผู้นำที่ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงาน (Well-Being Centric Leadership) : “คนเก่งจะไม่ทนทำงานกับหัวหน้าที่ไม่สนใจชีวิตเขาอีกต่อไป”
การใส่ใจในสุขภาพกายใจของทีม ไม่ใช่แค่สวัสดิการแต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจ ผู้นำต้องสนับสนุนทั้ง Work-life Balance และ Mental Health อย่างจริงจัง
Arianna Huffington – ผู้ก่อตั้ง Thrive Global หลังจากเธอเองประสบกับสภาพ burnout อย่างรุนแรง Huffington ก่อตั้งสถาบัน Thrive Global ขึ้นเพื่อรณรงค์เรื่องความสำคัญของการพักผ่อนและสุขภาพใจในที่ทำงาน เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าองค์กรที่ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงานจะได้ผลงานที่ดีกว่าในระยะยาว
4: ผู้นำที่เรียนรู้และปรับตัว (Continuous Learning Leadership) : “ความรู้เก่า…ไม่พอแล้ว”
ผู้นำที่แท้จริงในโลกใหม่ ต้องเป็นนักเรียนอยู่เสมอ กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้ทุกอย่าง และพร้อมจะเรียนรู้จากคนที่อายุน้อยกว่าหรือจากคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่า
Sundar Pichai – CEO ของ Alphabet/Google เติบโตขึ้นมาในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคนเปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เขานำ Google ฝ่าฟันยุค AI และ Digital Transformation ได้อย่างนุ่มนวล เพราะไม่เคยหยุดเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขา
5: ผู้นำที่ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด (Tech-Savvy Leadership) : “เทคโนโลยีไม่ใช่ของเล่นใหม่สำหรับผู้บริหาร แต่มันคืออาวุธประจำกาย”
ไม่ใช่แค่รู้จักใช้ Zoom หรือ ChatGPT แต่ต้องรู้จัก “บริหารและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี” เพื่อสร้างความสำเร็จสูงสุดให้กับทีมและองค์กรด้วย
Elon Musk – CEO ของ Tesla, SpaceX เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผู้นำที่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ในฐานะเครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กร เขานำเทคโนโลยีมา disrupt หลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อวกาศ หรือพลังงานสะอาด
6 : ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจจากจุดหมายที่ยิ่งใหญ่ (Purpose-Driven Leadership) : “เงินเดือนดีไม่พอ คนอยากทำงานกับองค์กรที่มีจุดหมาย”
ผู้นำต้องสามารถสื่อสาร “ทำไมเราทำสิ่งนี้” อย่างชัดเจน และทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขากำลังช่วยเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน
Patagonia – นำโดย CEO Ryan Gellert ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้า แต่เป็นบริษัทที่มีภารกิจ “กอบกู้โลก” อย่างจริงจัง Ryan Gellert สานต่อแนวทางขององค์กรด้วยการนำพาธุรกิจไปในทิศทางที่เน้นสิ่งแวดล้อมมากกว่ากำไร ทีมงานและลูกค้ามากมายจึงภักดีอย่างสุดใจ
7 : ผู้นำที่วางใจและให้อำนาจแก่ทีม (Empowerment Leadership) : “เชื่อใจก่อน แล้วผลลัพธ์จะตามมา”
การควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ใช่ทางรอดอีกต่อไป ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ คือผู้นำที่ “สร้างผู้นำ” ในทุกระดับ
Ed Bastian – CEO ของ Delta Air Lines เน้นการมอบอำนาจให้พนักงานตัดสินใจเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาเชื่อว่าคนหน้างานรู้ดีที่สุดว่าควรทำอะไร ส่งผลให้ Delta มีชื่อเสียงในเรื่องบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง
8 : ผู้นำที่โปร่งใสและจริงใจ (Transparent Leadership) : “ความลับเป็นศัตรูของความไว้ใจ”
ผู้นำที่กล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่เรื่องที่ยากหรืออาจดูน่าอาย คือคนที่จะได้หัวใจของทีมไปครอง
Howard Schultz – อดีต CEO ของ Starbucks กล้าพูดเรื่องยาก ๆ เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การเมืองหรือปัญหาภายในองค์กร อย่างตรงไปตรงมา เขาสื่อสารอย่างโปร่งใส ทำให้ Starbucks กลายเป็นแบรนด์ที่คนเชื่อถือและรักในคุณค่าองค์กร
9 : ผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง (Change Leadership) :“การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้น แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิต”
ผู้นำต้องเก่งในการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ทีมทดลองล้มเหลว และลุกขึ้นสู้ใหม่อย่างรวดเร็ว
Mary Barra – CEO ของ General Motors พา GM พลิกโฉมจากบริษัทรถยนต์น้ำมันสู่ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ ด้วยการกล้าปรับโครงสร้างองค์กรและลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่ลังเล ท่ามกลางแรงต้านและเสียงคัดค้านทั้งจากภายในและภายนอก
10 : ผู้นำที่กล้าเล่นเกมระยะยาว (Long-Term Thinking Leadership) : “ความสำเร็จที่แท้จริง ต้องใช้เวลา”
ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันระยะสั้น ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องกล้าวางแผนระยะยาว และอดทนกับแรงกดดันของการไม่เห็นผลในทันที
Jeff Bezos – ผู้ก่อตั้ง Amazon สร้าง Amazon โดยมีวิสัยทัศน์ระยะยาวเสมอ ตั้งแต่วันแรกเขาเน้นการลงทุนในอนาคต แม้ต้องขาดทุนในช่วงแรกหลายปี สุดท้าย Amazon ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก
การเป็นผู้นำในยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเป็น “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่ทำได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่หมายถึงการเป็นคนที่เห็นคุณค่าของคนด้วยกัน และมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อม ๆ กับทีม
คุณเป็นผู้นำแบบไหน และพร้อมที่จะปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงที่โลกกำลังเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด ไม่มีใครตอบแทนคุณได้ นอกจากตัวคุณเอง !