รัฐบาลกัมพูชา (RGC) ออกแถลงการณ์เมื่อ 4 มิถุนายน 2025 ตัดสินใจนำ 4 พื้นที่พิพาทขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ และไม่หยิบยกวาระพื้นที่พิพาทขึ้นหารือในที่ประชุมสมัยหน้าของกรอบความร่วมมือ JBC พร้อมแสดงความหวังว่าไทยจะยอมรับอำนาจศาลโลก ดังนี้
รัฐบาลกัมพูชา (RGC) ดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยยึดมั่นในสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนติดกันที่กำหนดขึ้นในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส
นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ยกเว้นในช่วงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดง กัมพูชายึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการเปลี่ยนพรมแดนเหล่านี้ให้เป็นเขตแห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา แม้หนทางจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แม้จะต้องเผชิญกับความตึงเครียดเป็นครั้งคราว และการสูญเสียอันน่าเศร้าของทหารผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ
ความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สะท้อนให้เห็นจากการดำเนินการในอดีต รวมถึงการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งมีคำตัดสินให้กัมพูชาเป็นฝ่ายชนะในปี 1963 (ปี พ.ศ. 2505) และอีกครั้งในปี 2013 (ปีพ.ศ. 2556) ในข้อพิพาทชายแดนกับประเทศไทย การกระทำเหล่านี้สะท้อนถึงพันธกรณีของกัมพูชาต่อกฎหมายระหว่างประเทศและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ
เป็นที่น่าเสียใจที่เหตุการณ์ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 เวลาราว 05.30 น. เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธ เมื่อกองกำลังทหารไทยเปิดฉากยิงในจุดที่กองทัพกัมพูชาประจำการอยู่ในหมู่บ้านเตโช มรกต จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมานานแล้วว่าเป็นจุดลาดตระเวนของทหารกัมพูชา การปะทะกันดังกล่าวส่งผลที่น่าเศร้าทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย
รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นประท้วงต่อต้านการใช้กำลัง ซึ่งละเมิดอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา บูรณภาพแห่งดินแดน และหลักการความเป็นมิตรความอารีอารอบต่อเพื่อนบ้านอย่างร้ายแรง ซึ่งบรรจุอยู่ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2000 ระหว่างสองประเทศ
เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ พัฒนาการที่น่าวิตกกังวล ที่เน้นย้ำข้อจำกัดของกลไกการแก้ไขข้อพิพาทในปัจจุบัน ในการแก้ไขประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ ตามแนวชายแดน เนื่องด้วยสิ่งนี้และเพื่อประโยชน์ของการยึดวิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เป็นกลาง และยุติธรรม ดังนั้น ในวันที่ 2 มิถุนายน 2025 รัฐบาลกัมพูชาจึงตัดสินใจที่จะนำข้อพิพาทใน 4 พื้นที่อ่อนไหว ซึ่งคือมอมเบย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตากระเบย ขึ้นศาล ICJ ณ กรุงเฮก พื้นที่เหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขและอ่อนไหวมานาน มีโอกาสที่จะทำให้ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข
การตัดสินใจนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากการประชุมร่วมสมัยแรกระหว่าง สส. และ สว.ของวันเดียวกัน
ขณะที่การนำพื้นที่พิพาทขึ้นศาลโลก รัฐบาลกัมพูชาก็ยังคงมุ่งมั่นในแนวทางของการเจรจาและการทูต กัมพูชาจะยังคงเข้าร่วมกรอบทวิภาคีที่มีอยู่ และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 14 มิถุนายน 2025 ในกรุงพนมเปญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการนำพื้นที่พิพาทขึ้นศาล วาระเกี่ยวกับ 4 พื้นที่ตามที่กล่าวอ้างข้างต้นจะไม่ถูกบรรจุในวาระการประชุมครั้งที่จะมาถึงของ JBC
กัมพูชาแสดงความหวังว่าประเทศไทยจะให้ความร่วมมือในการร่วมกันนำกรณีนี้ขึ้นศาลโลก ด้วยจิตวิญญาณของความยุติธรรม การสร้างความไว้วางใจ มิตรภาพที่ยาวนาน และความเป็นเพื่อนบ้านฉันท์มิตร อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับความร่วมมือกัมพูชาพร้อมจะดำเนินเรื่องฝ่ายเดียวต่อไป
รัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนติดตามประเด็นนี้ด้วยความสงบและยับยั้งชั่งใจ และไม่เปลี่ยนให้เป็นเรื่องของชาติพันธุ์ หรือความรู้สึกชาตินิยม กัมพูชาเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการค้า ท่องเที่ยว และความร่วมมือสาขาอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนของเรา

