ฮุนเซน
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
คุณทักษิณ ชินวัตร กับ “ฮุน เซน”มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันมายาวนาน
เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้
ตอนที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศด้วย “เส้นทางธรรมชาติ”
ใคร ๆ ก็รู้ว่า “เส้นทางธรรมชาติ” นั้นมุ่งหน้าไปกัมพูชา
เดินทางโดยรถยนต์ ก่อนจะไปขึ้นเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินกัมพูชา
เรื่องนี้ถ้า “ฮุน เซน” ไม่อำนวยความสะดวกให้
เครื่องบินขึ้นไม่ได้หรอกครับ
“ทักษิณ” เคยเดินทางไปพักที่บ้านของ “ฮุน เซน” ที่กัมพูชา
ในขณะที่ “ฮุน เซน” ก็เป็นผู้นำประเทศคนแรกที่เดินทางมาเยี่ยม “ทักษิณ” ที่บ้านหลังกลับมาเมืองไทย
ความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำประเทศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
และเป็นเรื่องดีที่ทำให้การเจรจาเรื่องต่าง ๆ ง่ายขึ้น
แต่…
โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
คุณทักษิณนั้นเป็นคนเชื่อมั่นในเรื่องการทูตแบบส่วนตัวมากกว่าการทูตในระบบมาตลอด
อาจเป็นผลมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการทำธุรกิจ
เพราะในเมืองไทย Knowwho สำคัญกว่า Knowhow
ดังนั้น ตั้งแต่รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นต้นมา
เขาจึงมั่นใจว่าจะเจรจากับกัมพูชา เรื่องการหาประโยชน์จากพลังงานใต้ทะเล บนพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหามายาวนานได้สำเร็จ
วิธีคิดของเขาถูกต้องทุกอย่าง
เพราะวันนี้ในโลกที่พลังงานสะอาดกำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
พลังงานจากฟอสซิลจะไร้ค่าเมื่อไรไม่มีใครรู้
แทนที่จะมาทะเลาะกันว่าพื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็นของใคร ซึ่งใช้เวลายาวนานเท่าไรก็ไม่รู้
เรามาหาประโยชน์ร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ
อย่าลืมว่า “เวลา” มี “ราคา”
ถ้าช้าเกินไปมูลค่าพลังงานใต้ทะเลอาจกลายเป็น 0 ไปเลยก็ได้
มองแง่ดีก็เป็นเรื่องดี ยิ่งคุณทักษิณ กับ “ฮุน เซน” สนิทกันเป็นการส่วนตัว
คุยกันง่าย นิดหน่อยก็ยอม ๆ กันไป
ครับ ถ้าเป็นธุรกิจส่วนตัวก็คงจะเจรจากันง่าย
แต่พอเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ที่ทั้ง “ทักษิณ” และ “ฮุน เซน” ก็มีแรงต้านในประเทศสูงมาก
ยิ่งในช่วงผลัดใบ โอนอำนาจให้ลูก ยิ่งเป็นช่วงอ่อนไหว
ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่คุ้นเคยกัน กลับกลายเป็น “ดาบสองคม”
เพราะคมหนึ่งนั้นถูกมองว่าทั้งคู่อาจร่วมกันหาประโยชน์เข้าตัวเองได้
และในการเจรจาต่อรองนั้น ต้องมีการยอม ๆ กันในบางเรื่อง
เรายอมเรื่องนี้ คุณยอมเรื่องนั้น
เป็นเรื่องปกติของการเจรจา
แต่พอมีความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องที่เรายอมในการเจรจาบางเรื่องอาจถูกมองในแง่ลบได้
คุณอนันต์ อัศวโภคิน เคยบอกว่าทุกครั้งที่เราเจรจาต่อรองกับใคร
ถ้าเราเห็นว่าข้อเสนอนี้ยุติธรรม
อีกฝั่งจะคิดว่าเราเอาเปรียบนิด ๆ
แต่ถ้าเราคิดว่าข้อเสนอนี้เราเสียเปรียบนิด ๆ
อีกฝั่งจะมองว่าข้อเสนอนั้นยุติธรรมแล้ว
เรื่องนี้หากเป็นการเจรจาทางธุรกิจ ยอมนิดยอมหน่อยเป็นเรื่องธรรมดาตามอำนาจต่อรองของแต่ละฝ่าย
แต่พอเป็นเรื่องของประเทศ “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ของผู้นำกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก
ผมยกตัวอย่างนี้เพื่อจะบอกว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนระอุในวันนี้
อย่าเอ่ยถึง “ความสัมพันธ์” ส่วนตัวให้มากนัก
ยิ่งบอกว่า “แน่นแฟ้น” เท่าไรก็ยิ่งเปราะบางเท่านั้น
อย่าลืมว่าคุณทักษิณนั้นมีทั้งคนรักและคนเกลียด
เรื่องนี้จุดกระแสได้ง่าย
เพราะในขณะที่รัฐบาลไทยพูดถึงความสนิทสนมกับ “ฮุน เซน”
ฝั่งกัมพูชากลับเดินเกมแรง แบบไม่ลดราวาศอก
ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นรัฐบาลไทยอ่อนแอ
นี่คือ “ราคา” ที่ต้องจ่ายสำหรับคำว่า “คอนเน็กชั่น”