Skip to content

ครึ่งปี 2025 ทรัมป์ป่วนโลก

30 มิ.ย. 2568 | 07:50น.
ครึ่งปี 2025 ทรัมป์ป่วนโลก

ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2025 ท่ามกลางความปั่นป่วน นับตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่ 2

ความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นของทรัมป์นั้น “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” แต่เป็นความจงใจซึ่งถูกวางแผนไว้แล้วอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งยุบหน่วยงาน หรือปลดข้าราชการครั้งใหญ่ โดย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากระทรวงประสิทธิภาพ (DOGE) หรือการเนรเทศผู้อพยพและตัดงบฯมหาวิทยาลัยโดยทรัมป์

เพราะทั้งหมดเป็นการเดินตามแผน “Project 2025” ซึ่งเป็นข้อเสนอนโยบายกว่า 922 หน้า กลุ่มนักคิดฝ่ายขวาภายใต้การนำของเฮอริเทจ ฟาวเดชั่น โดยมีสาระสำคัญ 5 ข้อ คือ 1) ยกเครื่องการบริหารของรัฐบาลกลาง ผ่านการปลด หรือลดอำนาจข้าราชการให้อยู่ภายใต้การควบคุมของประธานาธิบดีโดยตรง 2) คุมการอพยพ ผ่านการเนรเทศ หรือตรวจสอบการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด

3) ยกเลิกนโยบายที่สนับสนุนความแตกต่าง ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม 4) ปรับโครงสร้างภาษี โดยลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 18% และลดขั้นภาษีบุคคลธรรมดาเหลือ 2 ขั้น คือ 15% และ 20% 5) เลิกให้ความสำคัญกับโลกร้อน พร้อมกับเลิกผลักดันพลังงานทางเลือก หันมาขุดเจาะน้ำมันมากขึ้น

แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะปฏิเสธอยู่ตลอดช่วงที่หาเสียงเลือกตั้งว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับรายงาน “Project 2025”

แต่เมื่อได้ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็พบว่า คณะรัฐมนตรีกว่า 70% ของทรัมป์ มีความเกี่ยวพันกับขบวนการอนุรักษนิยมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลอดครึ่งปี 2025 ที่ผ่านมา จะพบว่าทรัมป์ได้เริ่มดำเนินนโยบายตามแผนของ Project 2025 ไปแล้ว 42% ผ่านการบรรลุเป้าหมายปลีกย่อยกว่า 100 รายการ และเป้าหมายที่กำลังดำเนินการอยู่ 62 รายการ จากเป้าหมายทั้งหมด 313 รายการ ตามข้อมูลจาก Project 2025 Tracker ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร

ทั้งนี้ แม้ทรัมป์ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านมหาศาล แต่ก็สามารถปรับนโยบายให้เป็นไปตาม Project 2025 ให้มีความคืบหน้าได้ในระดับน่าทึ่ง และที่สำคัญหลายนโยบายที่ทรัมป์ดำเนินการไป ก็สุดโต่งและรุนแรงเกินกว่าแนวทางที่วางไว้ในเอกสาร Project 2025 เสียอีก

“จาเร็ด ฮัฟฟ์แมน” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สังกัดพรรคเดโมแครต มองว่า เป็นเพราะทรัมป์ไม่ได้ดำเนินนโยบายใด ๆ ผ่านการขออนุญาตจากสภาคองเกรส หรือศาล แต่เลือกใช้คำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) แทน ซึ่งเป็นวิสัยที่ไม่พึงปรารถนา เพราะต้องการนำสหรัฐไปสู่หนทางแห่งเผด็จการ และอำนาจนิยม

ราวกับว่าไม่มีใครขวางทรัมป์ได้ แต่ที่จริงแล้ว สมาชิกสภาสังกัดพรรครีพับลิกัน มีอำนาจมหาศาลในการต่อต้านทรัมป์

อย่างไรก็ตาม “เอ็ดเวิร์ด อัลเดน” นักวิชาการอาวุโสจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relation) เชื่อว่า ทรัมป์จะยังคงได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกที่ภักดีต่อไป หากนโยบายที่โน้มเอียงไปทางอำนาจนิยมเหล่านั้น ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อภาวะทางเศรษฐกิจมากนัก

“มายา ไวลีย์” ประธานการประชุมผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน มองว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอาศัยการรวมพลังอันแข็งแกร่งของสาธารณชน ในการต่อต้าน Project 2025 เนื่องจากว่าทรัมป์อาจอยู่ในตำแหน่งได้อีกไม่นาน แต่แนวนโยบายหลายอย่างจะยังคงอยู่ต่อไป