Skip to content

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ก ชวนประกวดตั้งชื่อสวนลอยฟ้า ชิงตั๋วบิน-ที่พักญี่ปุ่น

29 มิ.ย. 2568 | 16:37น.
ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ก ชวนประกวดตั้งชื่อสวนลอยฟ้า ชิงตั๋วบิน-ที่พักญี่ปุ่น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok และผู้พัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยลักเซอรี่ที่ใน Super Core CBD

โชว์รายละเอียดองค์ประกอบสำคัญของ Thailand’s Largest Urban Roof Park สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่ตั้งอยู่ภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ก ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) สมบูรณ์ไปด้วยไลฟ์สไตล์ฟังก์ชั่นผสานธรรมชาติวิทยา ทั้งต้นไม้ สัตว์ และแมลงตัวเล็กตัวน้อย

ปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กแห่งความสุขแห่งใหม่ที่รองรับไลฟ์สไตล์ของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมชวนคนไทยทั่วโลกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ใน ‘Roof Park at Dusit Central Park: The Landmark of Thai Pride’

แคมเปญประกวดตั้งชื่อสวนลอยฟ้า Roof Park ชิงรางวัลแพ็คเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และอื่นๆ เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคมนี้

“Roof Park แห่งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของทีมผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาพื้นที่มิกซ์ยูสของโครงการ Dusit Central Park ให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงธุรกิจบน Prime Location แต่เป็นพื้นที่ที่ตอบแทนสังคม ต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย รองรับทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์”

ดีไซน์เพื่อมอบความสุขพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพเมืองที่ดีให้แก่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 4 ต่อเนื่องถึงชั้น 7 ซึ่งเชื่อมต่อองค์ประกอบทุกส่วนของโครงการ Dusit Central Park เข้าไว้ด้วยกัน

และนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่โครงการขนาดใหญ่ใจกลางเมืองได้สร้างสรรค์พื้นที่สีเขียว เพื่อสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งมอบความสวยงามด้านภูมิสถาปัตย์ให้กับโครงการฯ ควบคู่กับการมอบทิวทัศน์แบบ Extended Park View ที่เชื่อมกับสวนลุมพินีแบบไร้รอยต่ออีกด้วย

การนำเสนอพื้นที่สีเขียว Roof Park ต่อสังคม ในครั้งนี้ ยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์ในระดับประเทศทั้ง

“มิติทางเศรษฐกิจ” ผ่านการเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและคนจากทั่วโลกให้มาเยือน

“มิติทางด้านสังคม” ผ่านการมอบพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง

และ “มิติด้านระบบนิเวศเมือง” ผ่านการปลูกพันธุ์ไม้ที่ช่วยเพิ่มออกซิเจน ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดักจับและลดฝุ่น PM10 และ PM2.5 ลดอุณหภูมิและเพิ่มความชุ่มชื้นให้อากาศเย็นสบายด้วยน้ำตกที่กระจายตามจุดต่าง ๆ

การสร้างสรรค์ Roof Park ไม่ได้เพียงตอบสนองด้านฟังก์ชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ได้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ ที่พร้อมช่วยเสริมสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการออกแบบให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่างกัน

โดยเป็นทั้งจุดชมวิว พื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์ พื้นที่รับประทานอาหาร สนามเด็กเล่น และ Amphitheatre ที่สามารถรองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การแสดงงานศิลปะ ดนตรี และการจัดมินิอีเว้นต์ในวาระต่าง ๆ

ควบคู่กับการพัฒนาให้พื้นที่สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ผ่านการคัดเลือกต้นไม้อย่างพิถีพิถัน พื้นที่นี้จึงกลายเป็นบ้านของนก แมลงที่เป็นประโยชน์ และสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ตอบโจทย์ทั้งในด้านความยั่งยืนผ่านการสร้างระบบนิเวศเมืองที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน

โดยวางเป้าหมายให้ Roof Park เป็น “สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” (Thailand’s Largest Urban Roof Park) เปิดให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายเพราะเชื่อมต่อทั้งจากระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง และรถไฟใต้ดิน MRT สถานีสีลม อย่างไร้รอยต่อ

เทียบเคียงสวนสาธารณะระดับโลกอย่าง Central Park ในมหานครนิวยอร์ก และ Hyde Park ในมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานของทุกคนที่ตั้งอยู่บน Prime Location ใจกลางเมือง

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากสร้างประโยชน์ในมิติของด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่นำไปสู่การยกระดับของระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น และเสริมสร้างให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญและการรักษาพื้นที่สีเขียว

เพราะมีประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่งในมิติทางด้านจิตใจ และอารมณ์ โดยให้ธรรมชาติเข้ามาเติมเต็มในทุก ๆ องค์ประกอบ อาทิ รูปร่าง ลวดลาย พื้นผิวของธรรมชาติ รวมถึงสร้างภูมิทัศน์สีเขียวจากวัสดุธรรมชาติ บรรยากาศเสียงนก เสียงน้ำตก และความเย็น เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

ด้านมุมมองต่อการทำงาน จะช่วยบำบัดให้เกิดความสงบ ผ่อนคลาย ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สร้างมิติสัมพันธ์ในการบริหารจัดการ ทั้งการแก้ไขปัญหา การให้เหตุผล และการวางแผนกลยุทธ์ที่เกิดประสิทธิผล

ทำให้ Roof Park แห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่คุณภาพเมือง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับโลก

นายธัชพล สุนทราจารย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Landscape Collaboration จำกัด ผู้ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของ Roof Park โครงการ Dusit Central Park กล่าวเสริมว่า การออกแบบพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ ได้นำเสนอมุมมองที่สร้างอัตลักษณ์ให้โครงการฯ ควบคู่การรองรับความต้องการของคนเมืองได้อย่างลงตัว

ผ่านแนวคิดทั้ง 3 เรื่องราว ได้แก่

1.การสานต่อมรดกอันงดงาม (Heritage & Legacy) ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในบริบทร่วมสมัย ผ่านการใช้อัตลักษณ์ต่าง ๆ เช่น การสร้างน้ำตกที่ไหลมารวมกัน การเลี้ยงปลา การปลูกต้นลีลาวดี

2.การนำ Universal Design ผสานเข้า Inclusive Design for All มุ่งเน้นไปที่การออกแบบเพื่อคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เพื่อการออกกำลังกาย เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือเพื่อใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัวและสัตว์เลี้ยง

3.Urban Sanctuary & Ecosystem เพื่อสร้างระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวผ่านการเลือกสรรพันธุ์ไม้จากหลายกลุ่มมาผสมผสานกัน ทั้งกลุ่มไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น ไม้น้ำ และไม้คลุมพื้น

โดยทีมงานได้นำเสนอมุมมองเพื่อสร้างระบบนิเวศควบคู่กับศึกษาวรรณคดีไทย เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณบุรี และ นิราศเมืองแกลง เพื่อให้เข้าใจถึงพันธุ์ไม้ไทยเดิม ต้นไม้ประจำถิ่น และไม้มงคล เช่น มะกอกน้ำ ที่มาของชื่อบางกอก

พร้อมทั้งคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่สามารถดักฝุ่นละออง และต้นไม้ที่เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงที่มีประโยชน์และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย เป็นต้น

ด้านระบบนิเวศได้วางคอนเซ็ปต์ธรรมชาติบำบัด ที่ปราศจากสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง หรือ คลอรีน ทำให้พื้นที่สีเขียวแห่งนี้เป็นบ้านที่เหมาะสมสำหรับทั้งแมลงปอ แมลงทับ ผีเสื้อ และกระรอก เป็นต้น

รวมทั้งในอนาคตสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่สำคัญยังได้คำนึงถึงอรรถประโยชน์ในการใช้งาน โดยนำเรื่อง ‘สภาวะน่าสบาย (Thermal Comfort)’ เข้ามาเสริมอีกปัจจัย

ทำให้พื้นที่แห่งนี้ นอกจากมีคุณสมบัติในการสร้างออกซิเจน ดูดซับฝุ่น และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยังมอบร่มเงาจากต้นไม้ และความสดชื่น ชุ่มชื้นจากละอองน้ำตก อากาศที่เย็นสบาย เกิดเป็นบรรยากาศความสุขและความรื่นรมย์จนสามารถใช้เวลาที่นี่ได้ทั้งวันอย่างเพลิดเพลิน”

นางศุภจีกล่าวตอนท้ายว่า ทางโครงการฯ ได้จัดแคมเปญเชิญชวนให้คนไทยทั่วโลกได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Roof Park at Dusit Central Park: The Landmark of Thai Pride’ แคมเปญประกวดตั้งชื่อ Roof Park ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2568

ภายใต้ข้อกำหนดเนื้อหาและเรื่องราว ดังนี้ 1. การเป็นพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (Accessibility) 2. ความเป็นจุดหมายสำคัญของเมือง (Landmark)

3. ผสานความเป็นธรรมชาติกับความเป็นเมือง (Nature meets urban) 4. ความเป็นไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai) และ 5. การเชื่อมต่อกับผู้คนและชุมชน (Community Connection)

โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ทีมผู้บริหาร ศิลปินแห่งชาติ และอดีตคณบดี คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) และ บริษัท Landscape Collaboration จำกัด

ผู้ชนะเลิศการประกวดจะได้รับรางวัลแพ็คเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น 3 วัน 2 คืน และรางวัลชมเชย บัตรรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร Pavilion โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

โดยประกาศผลบนช่องทาง https://dusitcentralpark.com/roofparknamingcampaign” และผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ก ชวนประกวดตั้งชื่อสวนลอยฟ้า 7 ไร่ ขิงตั๋วบินไปเที่ยวญี่ปุ่น