พลันที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการใหม่ คุมเข้มช่อดอกกัญชา “กำหนดให้เป็นสมุนไพรควบคุม” อีกครั้ง โดยเน้นคุมเข้มผู้ประกอบการที่ต้องการวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปเพื่อการค้า ต้องขอใบอนุญาตทุกขั้นตอน โดยมุ่งเน้นให้เป็นตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
แรงกระแทกครั้งนี้ส่งผลสะเทือนต่อ “ธุรกิจร้านกัญชา” ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ระบุว่ามีผู้ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายและแปรรูปกัญชาจำนวน 747 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่กว่า 300 แห่ง
นอกจากผลด้านบวกในการควบคุมสารเสพติดมิให้ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและเยาวชนแล้ว หากวิเคราะห์ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางธุรกิจ ร้านกัญชาที่กระจุกตัวในอำเภอเมือง ถือว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งในด้านราคา คุณภาพสินค้า และการตลาด ย่อมจะส่งผลกระทบต่อ Supply Chain ในพื้นที่ที่ได้เกิดการลงทุนแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้
มาตรการเร่งด่วนที่ทางสาธารณสุขจังหวัดจะดำเนินการคือ “จำกัดการขายเฉพาะผู้ที่มีใบสั่งจากแพทย์” ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกราย โดยเฉพาะร้านค้าที่เน้นการจำหน่ายเพื่อสันทนาการเป็นหลัก คาดว่าจะทำให้จำนวนร้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้ และผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวไปเน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ช่อดอก หรือหาช่องทางจำหน่ายที่ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศทางธุรกิจนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอนาคต
เร่งคุมเข้ม 747 ร้านกัญชา
เภสัชกรหญิง นฤมล ขันตีกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า “กัญชา” ตามประกาศเดิมของกระทรวงสาธารณสุข คือ สมุนไพรควบคุม ซึ่งการจำหน่ายจ่ายแจกหรือทำวิจัยจะต้องขออนุญาต ล่าสุด ประกาศฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 จะเป็นการควบคุมการเข้าถึงได้ยากขึ้น โดยผู้ซื้อต้องมีใบสั่งจากผู้ประกอบวิชาชีพทั้งเวชกรรม เภสัชกรรม เป็นต้น
โดยจ่ายให้กับคนไข้ไม่เกิน 30 วัน ถือว่าเป็นการเข้าถึงได้ยากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านกัญชาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว คงต้องทำรายงาน แหล่งที่มา หรือการส่งออกต้องขออนุญาต และแหล่งปลูกที่ต้องได้มาตรฐานจากกรมการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับกัญชาที่เป็นช่อดอก
ทั้งนี้ ตามประกาศฉบับใหม่ “ร้านค้าสถานประกอบการที่จำหน่ายกัญชายังคงสามารถเปิดบริการได้เหมือนเดิม แต่การจำหน่ายต้องมีใบสั่งจากผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้นที่ผู้ซื้อต้องนำมาแสดง”
แต่เนื่องจากยังเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วมาก ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้เร่งดำเนินการเข้าไปแนะนำผู้ประกอบการร้านค้า โดยในช่วงหลังประกาศฉบับใหม่ออกมา ได้ออกตรวจสถานประกอบการร้านค้าแล้วจำนวน 190 แห่ง ได้เข้าไปชี้แจงว่า
ขณะนี้กฎหมายเปลี่ยนแล้ว ถ้าจะจำหน่ายกัญชาจะขายเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะตามกฎหมายใหม่ต้องมีใบสั่งทางการแพทย์จากผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น

ภญ.นฤมลกล่าวว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัด Top 5 ในประเทศไทยที่มีผู้ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการ ปัจจุบันมีสถานประกอบการจำนวนทั้งสิ้น 747 แห่ง จากเดิม 800 กว่าแห่ง กระจายอยู่ใน 12 อำเภอที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งหากสถานประกอบการใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ จะถูกสั่งพัก-เพิกถอนใบอนุญาต เช่น กฎหมายเดิมถ้าขายให้กับสตรีมีครรภ์หรือเด็กนักเรียน จะถูกเพิกถอน
กฎหมายใหม่เช่นกัน สิ่งที่เพิ่มเติมคือ การควบคุมที่เข้มข้นขึ้นในการจำหน่าย ที่ต้องมีใบสั่งทางการแพทย์เพื่อการรักษาเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะออกใบสั่งการรักษาได้คือ ผู้ประกอบวิชาชีพ อาทิ แพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายแบบเดิมเป็นการเข้าถึงได้ง่าย แต่ประกาศฉบับใหม่นี้จะเข้าถึงได้ยาก เป็นการควบคุมการเข้าถึง และสถานประกอบการก็จะต้องมีการรายงานการจำหน่ายทุกขั้นตอนตามระเบียบของใบอนุญาตที่กำหนดไว้ โดย สสจ.เชียงใหม่จะเร่งเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกับร้านค้าสถานประกอบการให้ครบทุกร้านที่มีใบอนุญาตว่าต้องดำเนินการอย่างไรหลังจากนี้
ภญ.นฤมลกล่าวต่อว่า กลุ่มคนต่างชาติที่จะมาใช้บริการต้องมีใบสั่งทางการแพทย์รวมถึงการแสดงพาสปอร์ตด้วย เช่นเดียวกับคนไทยที่ต้องแสดงบัตรประชาชนและใบสั่งทางการแพทย์ ซึ่งทุกกลุ่มผู้ใช้บริการอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน
กฎหมายใหม่เด็กเข้าถึงยาก
ขณะที่ผลกระทบเชิงสังคม จากการรายงานของกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้รายงานข้อมูลว่า ตัวเลขคนที่ใช้กัญชาและเข้ามาบำบัดไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก พบว่าในช่วงปี 2563-2567 มีผู้เข้ามาบำบัด แบ่งเป็น กลุ่มยาบ้า 34.1% ฝิ่น 10.9% เฮโรอีน 26.8% กัญชา 3.2% ซึ่งกัญชาเหมือนบุหรี่ สุรา และบุหรี่ไฟฟ้า ที่เด็กเยาวชนอาจจะอยากทดลอง แต่ถ้าเราปลูกฝังจะทำให้เด็กตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ต้องทำให้เด็กและเยาวชนมีจิตที่ต้องปฏิเสธ
ภญ.นฤมลกล่าวว่า สถานประกอบการร้านค้ากัญชาในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 12 อำเภอ รวมจำนวน 747 แห่ง ใบอนุญาตประกอบการมีระยะ 3 ปี คาดว่าตามประกาศฉบับใหม่อาจส่งผลให้สถานประกอบการจะมีจำนวนลดลง หากจะดำเนินการต่อ ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวและยอมรับในกฎหมายใหม่ที่ออกมานี้ การเข้าถึงยากขึ้นจะทำให้แนวโน้มการใช้กัญชาลดลง เพราะด้านหนึ่งพืชกัญชามีประโยชน์ ถ้าส่งเสริมปลูกและเน้นไปที่การแพทย์จริงจัง จะมีประเทศที่ต้องการนำไปผลิตเป็นยา ซึ่งถ้าส่งเสริมในรูปแบบนี้จะส่งเสริมเศรษฐกิจได้ โดยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง
ร้านเชียงใหม่กระทบพันล้าน
นายวรวุฒิ ปฐมวรสกุล เจ้าของร้าน The Joint ผู้จำหน่ายกัญชา (ช่อดอกแห้ง) ย่านตลาดประตูเชียงใหม่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายนี้กระทบต่อผู้ประกอบการร้านค้ากัญชาอย่างแน่นอน ซึ่งลูกค้ากลุ่มหลักของทางร้านคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ 95% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เคยใช้กัญชาอยู่แล้ว คนไทยมีสัดส่วน 5% ทั้งนี้ หากเป็นการใช้เพื่อทางการแพทย์ ลูกค้ากลุ่มต่างชาติต้องไปหาใบสั่งทางการแพทย์และจะมีสิทธิในการซื้อกัญชาอีกหรือไม่ แต่ความชัดเจนตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าใบสั่งทางการแพทย์ ใครสามารถออกใบสั่งนี้ได้บ้าง ขณะที่นักท่องเที่ยวคงไม่สามารถไปหาใบสั่งจากแพทย์ได้แน่นอน

โดยปกติก่อนจะมีประกาศควบคุมกัญชาเป็นพืชสมุนไพรทางการแพทย์ตามประกาศฉบับล่าสุด ทางร้านปฏิบัติตามกฎระเบียบของสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ทุกอย่างอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ให้สูบกัญชาภายในร้าน ซึ่งชาวต่างชาติต้องแสดงพาสปอร์ตในการซื้อทุกครั้ง ส่วนคนไทยต้องแสดงบัตรประชาชน โดยทางร้านจำหน่ายช่อดอกแห้ง ซึ่งขายเป็นกรัมให้กับลูกค้า และลูกค้าจะนำไปทำการผสมและสูบเอง นอกจากนี้ทางร้านยังมี CBD ที่สั่งซื้อมาจากบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานจาก อย.
นายวรวุฒิกล่าวต่อว่า ทางร้านเปิดดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 2 ได้รับใบอนุญาตทั้งจำหน่ายและปลูก ซึ่งใบอนุญาตจะหมดอายุสิ้นปี 2568 ใช้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านบาท ปลูกกัญชาเองด้วยระบบออร์แกนิก พื้นที่ปลูก 20 ตารางเมตร มีจำนวน 60 กว่าต้น เป็นโรงเรือนแบบปิด ควบคุมด้วยระบบแอร์ ปลอดแมลง และไม่ใช้สารเคมี ต้นทุนการปลูกแบบออร์แกนิกมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ปลูกได้ปริมาณไม่มาก โดยเน้นคุณภาพและความปลอดภัย ขณะนี้การดำเนินการในช่วง 2 ปียังไม่คืนทุน
สำหรับยอดขายโดยเฉลี่ยในช่วงที่เปิดเสรี ยอดขายอยู่ที่ราว 10,000 บาทต่อวัน แต่นับจากช่วงฝุ่นควัน PM 2.5 จนถึงช่วงนี้ (โลว์ซีซั่น) ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาทต่อวัน ซึ่งคาดว่าร้านค้าทั้งหมดที่ได้รับใบอนุญาต ในภาพรวมยอดขายในปัจจุบันน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาทต่อวัน ดังนั้น ภาพรวมของร้านค้าที่จำหน่ายกัญชาในเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง มูลค่าความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าจำหน่ายได้เฉพาะคนที่มีใบสั่งทางการแพทย์ แล้วผลผลิตกัญชาที่ปลูกจะไปจำหน่ายให้ใคร
“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเราต้องทำอย่างไรต่อไป ใครเป็นผู้กำกับดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความชัดเจนว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้จะทำด้วยวิธีไหน และอะไรที่ทำไม่ได้ หรือจะสามารถดำเนินการเปิดร้านต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้ อยากเสนอให้ภาครัฐเข้ามาดูแล เยียวยาผู้ประกอบการร้านค้าที่ได้รับผลกระทบ” นายวรวุฒิกล่าว
ทั้งนี้ จากจำนวนสถานประกอบการร้านค้ากัญชาในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 747 แห่ง หากคิดจากยอดขายเฉลี่ยต่อวันที่ 5,000 บาท จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อวันราว 3,735,000 บาท และมูลค่าต่อเดือนราว 112,050,000 บาท และต่อปีจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ราว 1,344,600,000 บาท

คุมเข้ม ‘ช่อดอกกัญชา’ ขายเฉพาะผู้มีใบสั่งแพทย์
ตามที่กระทรวงสาธารณสุขมีการปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 11 พ.ย. 2565 ที่กำหนดให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันที่ยังไม่มีกฎหมายใดมาใช้ควบคุมเฉพาะ จึงควรมีการควบคุมไม่ให้นำเฉพาะส่วนที่เป็น “ช่อดอก” ไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 44 และมาตรา 45(3) (4) (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มีสาระสำคัญ
1.ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2568
2.ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565
3.ให้กัญชา เป็นพืชในสกุล Cannabis วงศ์ Cannabaceae เฉพาะส่วนของช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุม
4.ผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตตามมาตรา 46 และผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ผู้รับใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มา การนำไปใช้ และจำนวนที่เก็บไว้ ณ สถานประกอบการ และให้รายงานข้อมูลนั้นต่อนายทะเบียนตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
(2) ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งออกสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องแจ้งรายละเอียดการส่งออกต่อผู้อนุญาตเป็นรายครั้ง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
(3) ผู้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องจำหน่ายสมุนไพรควบคุมให้กับผู้ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 เท่านั้น
(4) การจำหน่ายและส่งออกสมุนไพรควบคุมของผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดีจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
(5) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการ เว้นแต่การจำหน่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยของตน
(6) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์
(7) ห้ามโฆษณาสมุนไพรควบคุมในทุกช่องทางเพื่อการค้า ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ในวัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา/หอพัก/สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก การจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ตามข้อ 4 (3) ไม่รวมถึงการจำหน่ายสมุนไพรควบคุมให้กับบุคคลใด ๆ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ซึ่งต้องมีใบสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยสั่งจ่ายในปริมาณการใช้ตามความจำเป็นเพื่อการรักษาตัวเป็นการเฉพาะที่ใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน
ดังนั้น ผู้ใดที่จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 46 หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 78 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ