เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเส้นทาง “กาฬสินธุ์ มีดี” ชูเสน่ห์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนมีดี จ.กาฬสินธุ์ อย่าง “ภูไทฝ้ายงาม” ผ้าฝ้ายทอมือแบบพื้นเมือง ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูไท สู่การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น สู่งานหัตถกรรมร่วมสมัย เทคนิควิถีการทอดั้งเดิมผสานดีไซน์ใหม่ สู่ของใช้ และของตกแต่งบ้าน ให้สามารถเป็นที่รู้จักทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ต่อยอดภูมิปัญญาสู่เชิงพาณิชย์
ปัจจุบันในพื้นที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ทุกครัวเรือนจะมีชุดภูไทประจำบ้าน มักนิยมใช้ในงานแต่ง งานบุญ หรืองานพบปะแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี จะมีเทศกาลภูไทนานาชาติ ชาวบ้านและชาวผู้ไทจากต่างจังหวัด รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว และเวียดนาม แต่งกายเป็นชาวภูไทร่วมฟ้อนผู้ไทเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่
ด้วยศักยภาพและความตั้งใจที่จะสืบสานวัฒนธรรม จึงนำมาสู่การจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูไทฝ้ายงาม ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดย “นางกรกฎ มณีเนตร” หรือ “แม่ตรี” ได้เปิดเผยว่า เดิมทีภูไทฝ้ายงามเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทอผ้าพื้นเมือง ในอดีตจะมีการทอผ้าเพื่อใช้สอยในครอบครัว และใช้ในงานตามประเพณีต่าง ๆ

ต่อมาจึงเริ่มหันมาตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูไทฝ้ายงาม มีสมาชิกในกลุ่มกว่า 84 คน เพื่อช่วยเสริมรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ในชุมชน และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทอผ้าซึ่งกันและกัน ร่วมกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้าน
ในช่วงแรกเป็นการรับจ้างทอผ้า 100% ตามออร์เดอร์ของโรงงานต่างจังหวัดเพื่อแปรรูปผ้าไปยังญี่ปุ่น จนกระทั่งปี 2546 กลุ่มได้ขึ้นทะเบียนโอท็อป OTOP ซึ่งจุดพลิกผันเริ่มขึ้นจากที่ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศกับคู่ค้า ได้เห็นงานผ้าที่หลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าชุมชนเรามีศักยภาพมากพอที่จะผลิตและส่งออกเอง จึงเริ่มหันมาผลิตขายในนามแบรนด์ “ภูไทฝ้ายงาม”
จนปี 2547 เป็นช่วงที่กระแส “ตลาดจตุจักร” ที่กรุงเทพฯ กำลังมาแรง จึงตัดสินใจไปเปิดหน้าร้านที่ตลาดจตุจักร โดยมีหลานสาวคอยดูแลหน้าร้านอยู่ ปรากฏว่าผลตอบรับดี เริ่มมีลูกค้าต่างชาติแวะเวียนมา โดยกลุ่มลูกค้าหลัก คือ กลุ่มบ้านพักพูลวิลล่า กลุ่มบ้านจัดสรร และกลุ่มผู้ออกแบบตกแต่งภายใน (Interior) จนทำให้ปัจจุบันลดการรับจ้างผลิต (OEM) เหลือเพียง 10%

สินค้าพื้นถิ่นลุยเทรนด์โลก
ภูไทฝ้ายงาม ถูกยกระดับภูมิปัญญาพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High-end) งานทอด้วยมือทั้งหมด เราใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ที่สำคัญเรามีทีมวิเคราะห์เทรนด์แฟชั่น เพื่อตามเทรนด์โลก-เทรนด์พินเทอเรสในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นสีหรือดีไซน์
ปัจจุบันกลุ่มมีผลิตภัณฑ์สินค้าหลากหลาย และครอบคลุมกลุ่มของใช้แทบทุกอย่าง เช่น เสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม พรมเช็ดเท้า ผ้ารองจาน ผ้าปูโต๊ะ เป็นต้น
ด้วยความมุ่งมั่นและการพัฒนาอยู่เสมอ ทำให้ร้านภูไทฝ้ายงาม ได้รับรางวัล OTOP คัดสรร 3 ดาว ปี พ.ศ. 2552, รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 8549-72/247, ได้รับใบประกาศจาก กรมส่งเสริมการส่งออก พ.ศ. 2546 และประกาศนียบัตร ประกวดบรรจุภัณฑ์ดาวรุ่ง จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้น

ในปีที่ผ่านมามียอดขายให้กับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ มูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มัลดีฟส์ เยอรมนี ฝรั่งเศส ลาว อินเดีย ญี่ปุ่น และกลุ่มตะวันออกกลาง ในขณะที่ขายในประเทศกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ภาคใต้ มีมูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท
ปัจจุบันเน้นจำหน่ายปลีกและส่ง, งาน OTOP รวมถึงจำหน่ายกับลูกค้าโดยตรง “บอกตรง ๆ ว่า คนไทยยังไม่ค่อยนิยมของไทยมากนัก แต่ลูกค้าต่างชาติจะติดเยอะมากกว่า”
ขยายตลาดไฮเอนด์
ตนมีมุมมองต่องานผ้าไทยว่า ในฐานะที่ตนเป็นเพียงผู้ผลิตไม่ใช่ศิลปิน บางครั้งต้องยอมรับว่า งานฝีมือบางชิ้นราคาอาจจะสูง ทำให้เติบโตได้ยาก แต่เรื่องคุณภาพเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำกันได้ดีอยู่แล้ว เพราะจากการเปิดหน้าร้านที่ตลาดจตุจักร พบว่ามีลูกค้าต่างชาติไม่ว่าจะเป็นชาวฝรั่งเศส เยอรมัน มัลดีฟส์ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า งานผ้าทอภูไทมีลักษณะ “คล้ายกับ” งานผ้าทอของประเทศตุรกี ทั้งความละเอียดและราคาถูกกว่าเล็กน้อย แต่สุดท้ายลูกค้ายังคงมั่นใจในคุณภาพของงานฝีมือไทยมากกว่า
ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าไทยบางกลุ่มกลับทำเหมือนงานผ้าทอไม่มีค่า ไม่มีต้นทุนเพราะแค่นั่งทอที่บ้าน ค่าแรงก็ไม่ต้องเสีย ทั้งนี้ เรายังคงต้องพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับดีไซน์งานผ้าให้มีความโดดเด่นมาก พร้อมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าเดิมเพราะผ้าฝ้ายภูไท ไม่ใช่แค่ผ้าทอพื้นเมืองทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราววิถีภูไทผ่านเส้นใย สู่งานหัตถกรรมร่วมสมัย ด้วยเทคนิควิถีการทอดั้งเดิมผสานดีไซน์ใหม่ ให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

แม้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมากำลังซื้อคนไทยค่อนข้างน้อย ซึ่งหวังว่าหากไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจร้ายมาซ้ำเติม ทำให้ภูไทฝ้ายงามเติบโตขึ้นได้บ้าง แต่เชื่อว่าในโลกนี้มีการแบ่งกลุ่มประเภทลูกค้าอยู่แล้ว ภูไทผ้าฝ้ายถือสินค้าพื้นถิ่นเป็นงานแฮนด์เมด มีเอกลักษณ์ เรื่องราวและคุณค่าที่ช่วยให้มีมูลค่า ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High-end) ได้มากขึ้น
“แม้จะอายุ 63 ปีแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนา เพราะเราสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้เสมอ ด้วยการศึกษาเทรนด์สีและรูปแบบใหม่ ๆ เสมอ เพื่อนำต่อยอดการดีไซน์สินค้า เช่น เมื่อก่อนทอเป็นผ้าเมตรเพื่อนำมาตัดเป็นเครื่องแต่งกาย แต่ปัจจุบันเราได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ จนยกระดับให้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมได้”