เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อัพเดต อัตราภาษีทรัมป์ รายประเทศ-กลุ่มสินค้า อันไหนมีผลแล้ว อันไหนขู่

21 ก.ค. 2568 | 16:30น.

ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 21 ก.ค. และอัพเดตเมื่อ 23 ก.ค. เวลา 15.50 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดฉากสงครามการค้าโลกด้วยมาตรการภาษีหลากหลายรูปแบบที่มุ่งเป้าไปที่สินค้าและประเทศต่าง ๆ

ทรัมป์ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากรพื้นฐานไว้ที่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดมายังสหรัฐอเมริกา รวมถึงภาษีศุลกากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้าหรือประเทศบางประเทศ

ต่อไปนี้คือ รายการภาษีศุลกากรเฉพาะที่เขาเคยบังคับใช้หรือขู่ว่าจะบังคับใช้  (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.ค. 2025)

อัตราภาษีศุลกากรสินค้าที่มีผลบังคับใช้แล้ว

เหล็กและอะลูมิเนียม – 50%

รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ – 25%

อัตราภาษีศุลกากรสินค้า – (ขู่)

ทองแดง – 50% จะมีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคม

ยา – สูงสุด 200%

เซมิคอนดักเตอร์ – 25% หรือสูงกว่า

ภาพยนตร์ – 100%

ไม้แปรรูปและไม้แปรรูป-ยังไม่ระบุเปอร์เซ็นต์

แร่ธาตุสำคัญ-ยังไม่ระบุเปอร์เซ็นต์

เครื่องบิน เครื่องยนต์ และชิ้นส่วน-ยังไม่ระบุเปอร์เซ็นต์

ภาษีสินค้าของประเทศที่มีผลบังคับใช้แล้ว

แคนาดา – 10% สำหรับผลิตภัณฑ์พลังงาน 25% สำหรับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก (USMCA)

จีน – 30% โดยมีภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางรายการ

อินโดนีเซีย – 19%

เม็กซิโก – 25% สำหรับสินค้าที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลง USMCA

สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) – 10% โดยยกเว้นการนำเข้ารถยนต์และโลหะบางรายการ จากอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นทั่วโลก

เวียดนาม – 20% สำหรับสินค้าบางรายการ และ 40% สำหรับสินค้าขนถ่ายจากประเทศที่สาม (Transshipment)

ภาษีนำเข้าของประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มว่าจะมีผลวันที่ 1 สิงหาคม

แอลจีเรีย 30%

บังกลาเทศ 35%

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 30%

บราซิล 50%

บรูไน 25%

แคนาดา 35%

กัมพูชา 36%

สหภาพยุโรป (อียู) 30%

อิรัก 30%

ญี่ปุ่น 25% เหลือ 15 % รวมรถยนต์และชิ้นส่วน

คาซัคสถาน 25%

ลาว 40%

ลิเบีย 30%

มาเลเซีย 25%

เม็กซิโก 30%

มอลโดวา 25%

เมียนมา 40%

ฟิลิปปินส์ 20% เหลือ 19 %

เซอร์เบีย 35%

ศรีลังกา 30%

แอฟริกาใต้ 30%

เกาหลีใต้ 25%

ไทย 36%

ตูนิเซีย 25%

 

ที่มา : Reuters, Bloomberg