ดอลลาร์อ่อนค่า กังวลมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ หลังนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า มาตรการภาษีศุลกากร จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และบั่นทอนการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/7) ที่ระดับ 32.18/20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/7) ที่ระดับ 32.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.1% ในปี 2568 เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และบั่นทอนการใช้จ่ายของผู้บริโภค
โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับฟิลิปปินส์แล้ว โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% ขณะที่ฟิลิปปินส์จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ในอัตรา 0% และจะเปิดตลาดเสรีให้กับสินค้าจากสหรัฐ

สหรัฐเจรจาภาษีกับจีน
ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า เขาจะพบปะกับรัฐมนตรีคลังของจีนที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายกำหนดเส้นตายการเรียกเก็บสินค้าจีน จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 12 ส.ค. เพื่อเปิดทางให้สหรัฐ และจีนยังคงทำการเจรจาข้อตกลงการค้าต่อไป อย่างไรก็ดี การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศอื่น ๆ ยังคงไม่คืบหน้า
โดยรายงานระบุว่าคณะผู้เจรจาการค้าของอินเดียได้เดินทางกลับกรุงนิวเดลีแล้ว หลังใช้เวลาเจรจาเกือบหนึ่งสัปดาห์ในวอชิงตัน และแทบไม่มีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถลงนามข้อตกลงการค้าได้ก่อนถึงเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.
นอกจากนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมว่าด้วยการทบทวนแบบบูรณาการเกี่ยวกับกรอบเงินกองทุนสำหรับธนาคารขนาดใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อคืนนี้ตามเวลาไทย โดยพาวเวลล์กล่าวว่า ธนาคารขนาดใหญ่จำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนอย่างเพียงพอและมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และยังกล่าวด้วยว่าธนาคารขนาดใหญ่จำเป็นที่จะต้องแข่งขันกันอย่างเสรี
อย่างไรก็ดี พาวเวลล์ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายการเงินของเฟด เนื่องจากเฟดเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน หรือช่วง Blackout Period ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 29-30 ก.ค.
ADB ชี้ศก.ประเทศกำลังพัฒนาแย่ลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียฉบับเดือน ก.ค. 2568 ปรับลดคาดการณ์จีดีพีประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกลงเหลือ 4.7% ในปีนี้ จากคาดการณ์เดิมในเดือน เม.ย.ที่ให้ไว้ 4.9% และลดแนวโน้มของปีหน้าลงเหลือ 4.6% จากคาดการณ์เดิม 4.7% โดยระบุว่านโยบายภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของสหรัฐและความไม่แน่นอนทางการค้า ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิกย่ำแย่ลง
รายงาน ADฺฺB คาดการณ์ว่าอุปสงค์ภายในประเทศของทั้งภูมิภาคจะอ่อนแรงลง เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน เป็นตัวฉุดรั้งภูมิภาค
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.15-32.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตาดที่ 32.17/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/7) ที่ระดับ 1.1740/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/7) ที่ระดับ 1.1701/02 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
นักลงทุนยังคงระมัดระวังกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และยุโรปที่ยืดเยื้อ โดยมีความกังวลว่า EU อาจตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสหรัฐ หากสหรัฐใช้อัตราภาษีนำเข้า 30% ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของยูโรโซนที่อยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว
คาด ECB คงอัตราดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาผลสำรวจภาวะธุรกิจและการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1700-1.1755 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1733/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/7) ที่ระดับ 146.55/56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/7) ที่ระดับ 147.50/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่นกำลังพิจารณาลาออกจากตำแหน่ง หลังพรรคร่วมรัฐบาลพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งวุฒิสภา และอยู่ระหว่างประเมินผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศว่าทั้งสองประเศได้บรรลุข้อตกลง โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นในอัตรา 15% ลดลงจากเดิมที่ขู่ว่าจะเก็บ 25% พร้อมกับญี่ปุ่นจะลงทุนในสหรัฐ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ อิชิบะระบุว่าเขาจะตรวจสอบรายละเอียดข้อตกลงก่อนตัดสินใจเรื่องการลาออก และพร้อมพูดคุยกับทรัมป์โดยตรง ขณะเดียวกันเขายืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อเพื่อหลีกเลี่ยงสูญญากาศทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการค้า
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันภายในพรรค LDP เพิ่มขึ้นจากสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการที่อิชิบะยังคงดำรงตำแหน่ง แม้รัฐบาลจะประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.55-147.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐ เดือน มิ.ย. (23/7) สินค้าคงคลังน้ำมันดิบของสหรัฐ (23/7), การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง BOE เดือน ก.ค.ของยูโรโซน (24/7), จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (24/7), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการเดือน ก.ค.ของสหรัฐ (24/7), ยอดขายบ้านใหม่เดือน มิ.ย.ของสหรัฐ (24/7), ยอดขายสินค้าคงทนของสหรัฐ (25/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.6/-7.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.2/-7.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ