คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังจากเจรจากันเป็นรอบที่ 8 ในที่สุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ถือว่าเป็นดีลใหญ่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ภูมิอกภูมิใจ เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ ซึ่งทรัมป์อยากปิดดีลให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่ง่าย เพราะตลอด 7 รอบที่ผ่านมา ติดขัดอยู่สองเรื่องใหญ่ คือเรื่องข้าวและรถยนต์ที่ญี่ปุ่นยังไม่ยินยอม โดยทรัมป์พยายามกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดข้าวมากขึ้น ส่วนญี่ปุ่นต้องการให้สหรัฐยกเลิกการเก็บภาษีรถยนต์ 25% ซึ่งถูกเรียกเก็บแยกต่างหากจากสินค้าอื่น
ทรัมป์โพสต์ลงโซเชียลมีเดียระบุว่า “เราเพิ่งเสร็จสิ้นข้อตกลงใหญ่กับญี่ปุ่น บางทีอาจเป็นดีลใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำมา ญี่ปุ่นจะลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐตามการกำกับของผม ซึ่งจะได้รับ 90% ของผลกำไร ดีลนี้จะสร้างงานหลายแสนตำแหน่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่สำคัญที่สุด ญี่ปุ่นจะเปิดตลาดให้กับสหรัฐ ซึ่งรวมถึงรถยนต์และปิกอัพ ข้าว และสินค้าเกษตรบางอย่าง และอื่นๆ ส่วนภาษีต่างตอบโต้ ญี่ปุ่นจะจ่ายให้กับสหรัฐ 15% นี่เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากสำหรับอเมริกา”
นั่นเป็นสไตล์ของทรัมป์ทุกครั้งที่โพสต์ข้อตกลงหรือดีลกับประเทศคู่ค้า กล่าวคือมักจะขาดรายละเอียดและคลุมเครือ และส่วนใหญ่จะพยายามทำให้รู้สึกว่าสหรัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีพลังอำนาจที่จะกดบีบคู่ค้าให้ยอมมอบสิ่งที่สหรัฐต้องการ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทรัมป์ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากนัก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าสหรัฐต้องยอมอะไรบ้างเพื่อโน้มน้าวให้ญี่ปุ่นยอมทำข้อตกลง เพราะภาษีศุลกากรเป็นเรื่องที่ทรัมป์ใช้สร้างความนิยมทางการเมือง
ตามข้อตกลงครั้งนี้ ซึ่งญี่ปุ่นจะเสียภาษีต่างตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs 15%ให้กับสหรัฐ ถือว่าต่ำกว่าที่ทรัมป์ขู่ไว้ในจดหมายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ว่าหากญี่ปุ่นไม่ยอมทำข้อตกลงภายในเส้นตาย 1 สิงหาคม จะถูกเก็บ Reciprocal Tariffs 25% หรือเพิ่มจากที่ประกาศไว้ในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งจะเก็บ 24%
ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ญี่ปุ่นจะเพิ่มการนำเข้าข้าวจากสหรัฐภายใต้ “โควตาขั้นต่ำ” ซึ่งเป็นกรอบที่สอดคล้องกับกติกาขององค์การการค้าโลก ส่วนสินค้าเกษตรอื่น ๆ นั้นญี่ปุ่นจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราที่เก็บอยู่เดิม ส่วนสหรัฐตกลงว่าจะไม่มีการกำหนดเพดานโควตารถยนต์ญี่ปุ่นที่จะส่งไปจำหน่ายในสหรัฐ
“เราเจรจาเพื่อปกป้องในสิ่งที่ต้องปกป้อง และทำข้อตกลงที่เหมาะสมกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ นี่เป็นอัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุ
เกียวโดนิวส์รายงานว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ครอบคลุมภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่สหรัฐประกาศจัดเก็บ 50%
ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่และสำคัญต่อสหรัฐ โดยเป็นแหล่งนำเข้ารายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐ ปีที่แล้ว (2024) ญี่ปุ่นส่งสินค้าไปขายสหรัฐมูลค่า 1.48 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสินค้ารถยนต์ ชิ้นส่วน สินค้าเกษตร เครื่องจักรก่อสร้าง
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นมีไพ่ต่อรองอยู่บ้างในการเจรจากับสหรัฐ เพราะเป็น “เจ้าหนี้” ของอเมริการายใหญ่ที่สุด โดยเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐมากถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นตอบสนองอย่างร้อนแรง ดัชนีนิกเคอิซื้อขายในช่วงเช้าพุ่งกว่า 1,500 จุด หรือเกือบ 4% ทะลุ 41,000 จุด ส่วนหุ้นรถยนต์ ทั้งโตโยต้าและฮอนด้าก็ทะยานมากกว่า 15% และ 11% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม การบรรลุดีลครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งสภาสูงของญี่ปุ่นที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งปรากฏว่าพรรคแอลดีพีของรัฐบาลปัจจุบันพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้าม
คาซุทากะ มาเอะ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยเมจิ ยาสุดะ ในโตเกียว ชี้ว่าญี่ปุ่นประสบความสำเร็จที่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษี 25% และการได้อัตราภาษีต่ำสำหรับรถยนต์ เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอย แต่ห้วงเวลาที่บรรลุข้อตกลงดูจะไม่มีโชคทางการเมือง ถ้าหากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสามารถทำข้อตกลงได้ก่อนวันเลือกตั้ง อาจจะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับเขา
หม่า เทียหยิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ดีบีเอส สิงคโปร์ ระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษีศุลกากรให้กับญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อัตรา 15% อาจเป็น “ตัวชี้วัด” สำหรับประเทศเอเชียเหนืออื่น ๆ อย่างเช่นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
ส่วนในประเด็นที่ว่าจะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด เพราะปัญหาสำคัญที่ทำให้พรรคแอลดีพีได้รับความนิยมลดลงเกิดจากปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากภาษีศุลกากร อย่างไรก็ตาม การที่ความไม่แน่นอนด้านภาษีหมดไป ก็ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นครึ่งปีหลัง
ฮิโรฟูมิ ซูซูกิ หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านเงินตราของ SMBC โตเกียว กล่าวว่า ถือเป็นข่าวดีสำหรับญี่ปุ่น เพราะมีรายงานว่ารถยนต์ก็จะเสียภาษีเพียง 15% แต่ไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น แต่มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นในเดือนกันยายน
ทางด้านรอยเตอร์รายงานโดยอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า รถยนต์ญี่ปุ่นได้รับการลดภาษีศุลกากรเหลือ 15% ด้วยเช่นกัน จากเดิม 25%
หลังจากบรรลุดีลกับญี่ปุ่น ทรัมป์ได้ประกาศว่า รายต่อไปจะเป็นการเจรจากับสหภาพยุโรป (อียู) และอีกหลายรายในวันต่อ ๆ ไป ซึ่งอียูถูกแรงกดดันจากทรัมป์มากเช่นกัน เนื่องจากถูกขู่เก็บภาษีเพิ่มเป็น 30% หากไม่มาทำข้อตกลงภายในวันที่ 1 สิงหาคม
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นจะสร้างบรรยากาศเชิงบวกและเพิ่มความหวังอย่างมีนัยสำคัญ ว่าอียูจะสามารถบรรลุดีลกับสหรัฐได้เช่นกัน
คัตสึฮิโกะ ไอบะ นักเศรษฐศาสตร์ของ Citi ชี้ว่า ข้อตกลงเรื่องรถยนต์กับญี่ปุ่นอาจมีผลต่อการเจรจากับอียู เพราะในข้อตกลงกับญี่ปุ่น ทางสหรัฐนอกจากลดภาษีให้แล้ว ยังไม่จำกัดโควตาการนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนัยบ่งบอกถึงการเจรจาเรื่องเดียวกันนี้กับอียูและเกาหลีใต้ ซึ่งต่างเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่