คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
หลังเปิดการเจรจาต่อรองกันอย่างเป็นทางการกว่า 3 เดือน ทางการสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ก็สามารถทำความตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจกันได้สำเร็จ ความตกลงที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีอเมริกัน ประกาศออกมาเมื่อ 22 กรกฎาคมดังกล่าวบรรลุผล หลังจาก เรียวเซ อาคาซาวะ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมเจรจา ต้องวิ่งรอกเทียวไปเทียวมาวอชิงตัน-โตเกียว ถึง 8 เที่ยวในช่วงระหว่างเดือนเมษายนจนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม เพื่อต่อรองกับตัวแทนอเมริกาอย่าง สกอต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง, โฮวาร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์ และ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา
ความตกลงซึ่งยังไม่มีการแจกแจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการนี้ ถือเป็นความตกลงฉบับแรกของสหรัฐอเมริกากับบรรดาประเทศที่เป็นหุ้นส่วนทางการค้าสำคัญที่ได้เปรียบดุลการค้า ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อย่าง สหภาพยุโรป, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และจีน ยังคงอยู่ระหว่างการต่อรองหาทางทำความตกลงอยู่กับสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้
จากข้อมูลที่ค่อย ๆ มีการเปิดเผยออกมาแบบไม่เป็นทางการ บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า ความตกลงนี้ยังคงเป็นไปตามแนวทางที่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศที่สามารถยังประโยชน์ให้อุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาแข็งแกร่งขึ้น พร้อม ๆ ไปกับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นมากขึ้นอีกด้วย
ว่ากันว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของความตกลงทางการค้าฉบับนี้ ก็คือ ยินดีจัดตั้ง กองทุนเพื่อการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นมาเพื่อลงทุนในสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วย “เสริมสร้างและขยายอุตสาหกรรมที่เป็นแกนหลักของสหรัฐอเมริกา” โดยจะอยู่ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินของรัฐ
อาทิ สำนักงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Nippon Export and Investment Insurance หรือ NEXI), ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) เป็นต้น มุ่งเน้นการลงทุนไปที่ภาคอุตสาหกรรมที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญ อย่าง ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์, ฟาร์มาซูติคอล และการต่อเรือ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบริษัทของญี่ปุ่นเสมอไป
นัยสำคัญของกองทุนเพื่อการลงทุนนี้ต่อการเจรจาต่อรองเพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรที่อเมริกาขู่จะเรียกเก็บจากสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นมีอยู่สูงมาก ในทางหนึ่งนั้นเพราะทำให้ ญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมก็เป็นประเทศที่หอบเงินไปลงทุนโดยตรงในสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดอยู่ก่อนแล้ว ยกระดับสูงยิ่งขึ้นไปอีก
เม็ดเงินลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2023 สูงถึง 783,300 ล้านดอลลาร์ และขยับขึ้นเป็น 860,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ทำให้มีผลสูงมากในการต่อรองอัตราภาษีศุลกากรกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการกำหนดไว้ในข้อตกลงด้วยว่า ผลกำไรที่ได้จากการลงทุนดังกล่าวนี้ 90 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำไปลงทุนซ้ำในอเมริกา ไม่ได้ส่งกลับประเทศอีกด้วย
ญี่ปุ่นเอง ก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยภายใต้ความตกลงทางการค้าที่ทำขึ้นนี้ โดยจุดสำคัญที่สุดอยู่ที่ ฝ่ายอเมริกายอมปรับลดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากญี่ปุ่นลง จากเดิม 25% เป็น 15% ซึ่งถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย เมื่อคำนึงถึงว่า “ญี่ปุ่น” ส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2024 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 148,200 ล้านดอลลาร์
นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังประสบผลสำเร็จในการต่อรองให้สหรัฐอเมริกายินยอมลดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งสำคัญมากเพราะรายได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นนั้น คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3-10% ของจีดีพีรวมของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสูงมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมเจรจาต่อรองของญี่ปุ่น ยังสามารถทำให้ฝ่ายอเมริกันตกลงกำหนดหลักประกันไว้ด้วยว่า ญี่ปุ่นจะได้รับอัตราภาษีศุลกากรต่ำที่สุดในภาคเซมิคอนดักเตอร์และฟาร์มาซูติคอล ไม่ว่าประเทศอื่น ๆ จะต่อรองจนได้อัตราภาษีต่ำเพียงใดก็ตาม
ความตกลงฉบับนี้ยังมีส่วนของการเปิดตลาด เพิ่มโควตา และเพิ่มการจัดซื้อสินค้าระหว่างกัน ที่สามารถยังประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี โดยญี่ปุ่น ยินดีเปิดตลาดให้กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้าว ซึ่งญี่ปุ่นยอมนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเท่ากับ 75% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 346,000 ตัน
ที่น่าสนใจก็คือ ญี่ปุ่น ไม่ได้แก้ไขโควตาการนำเข้าข้าวทั้งหมดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 770,000 ตัน แต่อย่างใด เพียงแต่จัดสรรโควตาใหม่ เพื่อให้สามารถนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากชาวนาญี่ปุ่นเอง นอกเหนือจากข้าวแล้ว ญี่ปุ่นตกลงที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรอเมริกันรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เครื่องบินโบอิ้งอีก 100 ลำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เสนอที่จะลงทุน 44,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อวางท่อลำเลียงก๊าซจากแหล่งในอะแลสกาตอนเหนือมายังตอนใต้ เพื่อผ่านกระบวนการทำให้เป็นก๊าซธรรมชาติเหลวแล้วส่งออกไปยังผู้ซื้อในย่านแปซิฟิก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็ต้องการแหล่งซื้อก๊าซธรรมชาติที่มั่นคงและปลอดภัยอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน
นักสังเกตการณ์เชื่อว่า ความตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นฉบับนี้ จะส่งผลสะเทือนในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่ประเด็นทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองประเทศ ไปจนถึงส่งผลกระทบในระดับระหว่างประเทศ เพราะจะกลายเป็นข้อเปรียบเทียบและข้อเรียกร้องในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกาของบรรดาประเทศคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ ที่มีสถานะเป็นหุ้นส่วนทางการค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกาทำนองเดียวกับญี่ปุ่นเช่นกัน