บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
บอย ท่าพระจันทร์ โพสต์ “นักรบย่อมมีบาดแผล” โชว์พอร์ตหุ้น เผยเคยขาดทุนยับเกือบพันล้านก่อนกู้วิกฤตได้
เพจเฟชบุ๊ก บอย ท่าพระจันทร์โพสต์ โพสต์ข้อความ “นักรบย่อมมีบาดแผล”
รูปวันที่8เมษายน ปี 2569
หลังจากตัดขาดทุนไป เกือบ 100 ล้านบาท ในเดือนมกราคม
ย้ายหุ้นทุกตัวไปที่พอร์ตเงินสด (ปัจจุบันไม่มีเงินกู้แม้แต่บาทเดียว)
13 ปี 4 เดือน 13 วัน กับชีวิตในตลาดหุ้น
“ตลาดหุ้นสอนให้ผมรู้จักทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว และราคาของความผิดพลาด”
ตลอดระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน ที่ผมอยู่ในตลาดหุ้น ถ้าถามว่าสนุกไหม ผมตอบได้เลยว่าสนุกมาก แต่ถ้าถามว่าทุกข์ไหม ผมก็ตอบได้เต็มปากว่า ทุกข์มากเช่นกัน
เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่วันที่เราหาเงินได้ แต่มันยังมีวันที่เราต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อรักษาเงินที่เรามีอยู่ไม่ให้สูญเสียไปด้วย
ย้อนกลับไปในช่วง 5-6 ปีแรกของการลงทุน ผมยอมรับตรง ๆ ว่า ผมเล่นหุ้นแบบมั่วซั่วชิบหายเลยครับ
ซื้อ ๆ ขาย ๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง วนเวียนอยู่แบบนั้นหลายปี เรียกได้ว่าเละเทะตุ้มเป๊ะ เพราะตอนนั้นผมมีความกล้ามากกว่าความรู้ และมีความมั่นใจมากกว่าประสบการณ์
จนกระทั่งก่อนเกิดโควิด ผมเริ่มจับทางตลาดได้ดีขึ้น พอร์ตเริ่มกลับมามีกำไร และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจการลงทุนมากขึ้นแล้ว
แต่พอถึงปี 2020 วิกฤตโควิดก็เกิดขึ้น
นั่นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม
หุ้นตกอย่างรุนแรง พอร์ตเสียหายหนัก วงเงินกู้มาร์จิ้นที่ผมใช้ก็มีจำนวนมาก จนมาร์เก็ตติ้งโทรมาเรียกหลักประกันเพิ่มแทบตลอดเวลา
ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นสภาพจิตใจย่ำแย่มาก
ผมต้องตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างที่คิดว่าสามารถขายได้ เพื่อนำเงินมาเติมหลักประกันรักษาพอร์ตหุ้นเอาไว้
แต่ในความกดดันครั้งนั้น ผมกลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของวิกฤต
ผมคิดว่า นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต หรืออาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผมก็ได้
ผมเลือกที่จะสู้ต่อ ทั้งเติมมาร์จิ้นและนำเงินส่วนที่เหลือกลับเข้าไปลงทุนเพิ่ม
โชคดีที่ท้ายที่สุด หุ้นที่ผมถือกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) จนทำให้ผมได้รับกำไรหลายเท่าตัวจากเงินที่ลงทุนไป
แต่เรื่องราวไม่ได้จบสวยงามเพียงเท่านั้น
เพราะเมื่อผมเริ่มทำกำไรได้จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาคือ ความมั่นใจในตัวเอง
ผมเริ่มลงทุนหนักขึ้น ซื้อหุ้นเพิ่มอีกหลายบริษัท และนั่นก็กลายเป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2023, 2024 และ 2025 ผมขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นรวมกันประมาณ 700-800 ล้านบาท
ใช่ครับ… เจ็ดถึงแปดร้อยล้านบาท
มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเป็นบทเรียนที่ผมต้องจ่ายด้วยเงินจริง ๆ
ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครมองว่าผมมีเงินมากมายแค่ไหน
แต่ผมอยากให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการลงทุนว่า คนที่เคยทำกำไรได้มหาศาล ก็สามารถขาดทุนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน
และบางครั้งความผิดพลาดที่แพงที่สุด ไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่มีความรู้ แต่เกิดจากการที่เราเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป
จนกระทั่งเข้าสู่ต้นปี 2026
ผมตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีค่อนข้างย่ำแย่ หุ้นที่ผมถืออยู่ปรับตัวลงอย่างหนัก จนทำให้พอร์ตของผมถูกเรียกมาร์จิ้นคอล (Margin Call) อีกหนึ่งครั้ง
ครั้งนี้ผมจำเป็นต้องตัดสินใจขายหุ้นออกไปประมาณ 300ล้านบาท เพื่อนำเงินมาลดภาระเงินกู้และรักษาสถานะพอร์ตเอาไว้
และในช่วงต้นปีนั้นเอง พอร์ตของผมได้รับความเสียหายไปเกือบ 100 ล้านบาท
ยอมรับว่ามันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าครั้งที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีต คือครั้งนี้ผมไม่ได้คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้กลับมากำไรเร็วที่สุด
ผมกลับคิดว่า จะทำอย่างไรให้พอร์ตของตัวเองกลับมาแข็งแรง และไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป
หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจปรับพอร์ตอย่างจริงจัง ลดความเสี่ยง ลดภาระหนี้ และจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่ทั้งหมดเท่าที่จำเป็น
จนกระทั่งวันนี้ ผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น
จากพอร์ตที่เสียหายเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2026 วันนี้พอร์ตของผมกลับมามีกำไรได้พอสมควรแล้ว ไม่ติดลบ และที่สำคัญที่สุดคือ ผมไม่มีภาระเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป
สำหรับผม นี่อาจไม่ใช่ปีที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่เป็นอีกหนึ่งปีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากที่สุด
เพราะหลังจากผ่านการขาดทุนรวมกันถึง 700-800 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังต้องเผชิญกับความเสียหายอีกเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปีนี้
การที่วันนี้ผมสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง มีพอร์ตที่แข็งแรงขึ้น และไม่มีภาระเงินกู้ ถือเป็นสิ่งที่ผมพอใจมากแล้วครับ
13 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสอนผมอยู่เรื่องหนึ่งว่า
“การหาเงินให้ได้มาก ๆ เป็นเรื่องยาก แต่การรักษาเงินที่หามาได้ ไม่ให้สูญเสียไปเพราะความมั่นใจของตัวเองนั้น ยากยิ่งกว่า”
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุด และไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดหุ้น
เพราะตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ผมยังผิดพลาดอยู่เสมอ และยังต้องเรียนรู้อีกมาก
สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนในหุ้น ผมไม่อยากแนะนำให้เข้ามาเพียงเพราะเห็นใครบางคนทำกำไรได้มากมาย
เพราะเบื้องหลังตัวเลขกำไรที่คุณเห็น อาจมีตัวเลขขาดทุนที่คุณไม่เคยรู้ซ่อนอยู่
แต่สำหรับคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ผมอยากให้ค่อย ๆ ศึกษา ค่อย ๆ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ
อย่าเพิ่งคิดถึงวันที่จะได้กำไรเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ควรคิดถึงวันที่ตลาดไม่เป็นใจด้วยว่า เราจะรักษาเงินทุนของตัวเองอย่างไร
เพราะแต่ละคนมีวิธีการลงทุน มีต้นทุนชีวิต และมีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
สุดท้ายแล้ว ทุกคนอาจมีเป้าหมายคล้ายกัน คือความสำเร็จและผลตอบแทนจากการลงทุน แต่เส้นทางที่จะไปถึงจุดนั้น ไม่มีใครเหมือนกัน
ผมใช้เวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน เพื่อเรียนรู้ว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่กล้าที่สุดเสมอไป แต่คนที่รู้จักควบคุมความเสี่ยง และอยู่รอดได้นานพอ ต่างหากที่มีโอกาสไปถึงเป้าหมาย
วันนี้ผมยังคงเป็นนักลงทุนคนเดิมที่ชอบตลาดหุ้นเหมือนวันแรก เพียงแต่ผมเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการไม่ขาดทุนหนัก ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำกำไรมหาศาล
ผมไม่เคยเสียดายเวลาที่เสียไปกับการเรียนรู้ แต่ผมเสียดายทุกครั้งที่ตัวเองผิดพลาด เพราะคิดว่าตัวเองรู้มากพอแล้ว
ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ
13 ปี 4 เดือน 13 วัน ในตลาดหุ้น
ผมอาจยังไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งที่สุด แต่ผมจะไม่หยุดเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง