10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
มูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย (SOS Thailand) ครบรอบ 10 ปี เผยผลกอบกู้อาหารได้ 20 ล้านกก. ประหยัดค่าจัดการขยะและสร้างมูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขอคาร์บอนเครดิต ผลักดันกฎหมายหนุนเอกชนบริจาคอาหารที่ยังกินได้แต่ขายไม่หมด
SOS Thailand เป็นองค์กรที่รับอาหารที่ยังกินได้แต่ขายไม่หมดหรือที่เรียกว่าอาหารส่วนเกิน จากภาคเอกชน เช่น ศูนย์การค้า ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ผลิตอาหาร แล้วส่งต่อให้ชุมชนที่ขาดแคลนอาหารแทนการทิ้งเป็นขยะ โดยทีมงานและอาสาสมัครจะเข้าไปรับอาหารถึงแหล่งผ่านรถขนส่ง ตรวจสอบความปลอดภัยตามคู่มือที่จัดทำร่วมกับหน่วยงานรัฐ และบันทึกน้ำหนักกับปลายทางการส่งมอบลงระบบออนไลน์เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
มูลนิธิฯ ประกาศผลการดำเนินงานครบ 10 ปี พร้อมวางแผนทศวรรษที่สอง ในงาน SOS Thailand Awards 2026 เมื่อวันที่ 16–17 ตุลาคม 2569 ณ centralwOrld LIVE ศูนย์การค้า centralwOrld โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเพื่อสังคม สถาบันการศึกษา และภาคีด้านความยั่งยืน

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มูลนิธิฯ กอบกู้อาหารได้กว่า 20 ล้านกิโลกรัม ส่งต่อสู่ชุมชนกว่า 80 ล้านมื้อ และมีชุมชนกว่า 6,600 แห่งเข้าถึงอาหาร เมื่อรวมกับทีม SOS Global ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ยอดส่งต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิน 100 ล้านมื้อ
นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Scholars of Sustenance Thailand เปิดเผยตัวเลขด้านเศรษฐกิจว่า หากอาหาร 20 ล้านกิโลกรัมที่กอบกู้ได้ถูกส่งไปฝังกลบ ประเทศจะต้องเสียค่าจัดการขยะราว 45 ล้านบาท และเมื่อคิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมจากการส่งต่ออาหารเป็นมื้อ โดยคำนวณที่มื้อละ 35 บาท จะได้ราว 2,945 ล้านบาท รวมประโยชน์ที่ประเทศได้รับตลอด 10 ปีเกือบ 3,000 ล้านบาท
ขณะที่มูลนิธิฯ ใช้เงินลงทุนราวปีละ 16 ล้านบาท แต่สร้างผลกระทบต่อประเทศได้เกือบ 300 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบได้ว่าเงินบริจาคทุก 1 บาท สร้างผลตอบแทนคืนสู่สังคม 19 บาท
ในมิติสิ่งแวดล้อม การกอบกู้อาหารตลอดปี 2559–2569 มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 50.6 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเทียบได้กับการดูดซับคาร์บอนของต้นกล้า 834,000 ต้นที่เติบโตเป็นเวลา 10 ปี หรือพื้นที่ป่าราว 126,000 ไร่ เท่ากับสนามฟุตบอลราว 28,235 สนาม คำนวณจากขนาดสนามเฉลี่ย 7,140 ตารางเมตร
นอกจากนี้ หากเทียบกับขนาดหลุมฝังกลบของตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อาหารที่กอบกู้ได้เทียบเท่าพื้นที่ฝังกลบราว 2 หลุม
นายทวีระบุว่า ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมไว้ให้ระบบอาหารของประเทศ โดยเปลี่ยนจากการจดบันทึกน้ำหนักด้วยกระดาษ มาเป็นการเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ผ่านแอปพลิเคชันและแบบฟอร์มออนไลน์ ทำให้วัดผลและตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าอาหารไปที่ใด เมื่อใด อย่างไร
ทั้งยังพัฒนาคู่มือการส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายนปีที่ผ่านมา และมีระบบอาสาสมัครผ่านโทรศัพท์มือถือสำหรับแจ้งแหล่งอาหารและบันทึกการส่งมอบ องค์กรอื่นที่สนใจดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันจึงไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ด้านการขยายพื้นที่ ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานครอบคลุม 21 จังหวัด สูงกว่าเป้าหมายอย่างน้อย 16 จังหวัดที่ตั้งไว้ในงานเมื่อปีก่อน โดยแบ่งการดูแลเป็น 4 ทีมตามพื้นที่ ทีมกรุงเทพฯ ดูแล 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ชลบุรี สมุทรสาคร ตาก นครสวรรค์ อุดรธานี และเลย ทีมภูเก็ตดูแล 3 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี
ทีมเชียงใหม่ดูแล 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ส่วนทีมหัวหินดูแล 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี และราชบุรี มูลนิธิฯ ระบุว่ามีทีมงานและอาสาสมัครพร้อมรับอาหารส่วนเกินในพื้นที่เหล่านี้ และเปิดให้องค์กรที่มีอาหารส่วนเกินในจังหวัดดังกล่าวติดต่อเข้ามาได้
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกับพันธมิตรเตรียมนำโครงการกอบกู้อาหารไปขอคาร์บอนเครดิต และเปิดรับภาคเอกชนที่ต้องการร่วมจัดทำโครงการ เนื่องจากการขอคาร์บอนเครดิตเป็นงานที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำเพียงลำพังได้ยาก
ในทศวรรษที่สอง มูลนิธิฯ มุ่งผลักดันนโยบาย 3 ด้านร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อให้ผู้บริจาคนำไปหักลดหย่อนภาษีได้
กฎหมายคุ้มครองผู้บริจาคอาหาร (Good Samaritan Law) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อคุ้มครองผู้บริจาคและผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ดำเนินการด้วยเจตนาสุจริต และพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) ร่วมกับเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมูลนิธิฯ หวังให้การแยกและส่งต่ออาหารส่วนเกินเป็นข้อบังคับสำหรับภาคเอกชน
หากกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง อาหารส่วนเกินจากภาคเอกชนจะไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น มูลนิธิฯ จึงตั้งเป้าขยายเครือข่าย Thailand’s Food Bank ให้ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อรองรับปริมาณอาหารที่จะเพิ่มขึ้น
นายทวีกล่าวเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ขององค์กรกว้างกว่าการมอบอาหารหนึ่งมื้อ เพราะอาหารส่วนเกินพิสูจน์แล้วว่าเป็นทรัพยากรสำคัญในช่วงที่ประเทศเผชิญภัยพิบัติ และเป็นกลไกยกระดับชุมชนกลุ่มเปราะบาง
“เมื่อความหิวโหยของครอบครัวบรรเทาลง ทรัพยากรที่มีจำกัดก็นำไปใช้กับความจำเป็นอื่นได้ ส่งผลให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น มูลนิธิฯ จึงกำลังสร้างระบบที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ใครต้องหิวโหยในประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างไทย”

Bo H. Holmgreen ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Scholars of Sustenance Foundation กล่าวบนเวทีว่า องค์กรเริ่มต้นจากโจทย์ว่าจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เร็วและเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างไร คำตอบคือการจัดการขยะอาหาร
แม้ช่วงแรกจะมีเสียงสงสัยว่าทำไม่ได้และอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้รับ แต่ผลงานตลอดทศวรรษพิสูจน์แล้วว่าข้อกังวลนั้นไม่เป็นจริง
เขาระบุว่าต้นทุนต่อมื้อลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนต์สหรัฐและมีแนวโน้มลดลงอีกเมื่อปริมาณเพิ่มขึ้น พร้อมคาดว่ายอดส่งต่อในภูมิภาคจะแตะ 110 ล้านมื้อภายในสิ้นปีนี้
ในโอกาสครบรอบ 10 ปี มูลนิธิฯ มอบรางวัลแก่องค์กรพันธมิตรและเครือข่ายรวม 45 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลสุดยอดพันธมิตรระดับยอดเยี่ยม (The Best Sustaining Partner) 13 รางวัล และระดับดีเด่น (The Good Sustaining Partner) 32 รางวัล
โดยผู้ได้รับรางวัลระดับยอดเยี่ยม ได้แก่ เซ็นทรัลพัฒนา, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, คลับเมด ภูเก็ต, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ซีพีแรม, ฟอร์ด ฟิแลนโทรปี, มูลนิธิ IVL, มูลนิธิ KFC (ประเทศไทย), สวทช., เนสท์เล่ (ไทย), เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, สตาร์บัคส์ ประเทศไทย และท็อปส์