Skip to content

แรงงานเก็บ ‘ลำไย’ ไร้ทางออก กระทบหนัก 4 แสนตัน ส.ค.นี้

06 ส.ค. 2568 | 14:54น.
แรงงานเก็บ ‘ลำไย’ ไร้ทางออก กระทบหนัก 4 แสนตัน ส.ค.นี้

ท่ามกลางสถานการณ์ “ลำไยในฤดูกาล” ปีนี้ของภาคเหนือวิกฤตหนัก เพราะมีปริมาณผลผลิตมาก ส่งผลกระทบทำให้ราคาตกต่ำลงอย่างหนัก ขณะที่ชาวสวน “ลำไยนอกฤดูกาล” ของภาคตะวันออกกำลังเผชิญกับวิกฤตไม่มีแรงงานเก็บลำไย ที่กำลังจะออกมาถึง 400,000 ตัน ในอีกไม่กี่วัน ทั้งที่ขายได้ราคาดีกว่าภาคเหนือมาก

สำรวจแรงงานขาดเสนอรัฐ

ที่ผ่านมาสวนลำไยในภาคตะวันออกจะอาศัยแรงงานกัมพูชาในการเก็บลำไย เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 ประเทศ จนเกิดการสู้รบกันทำให้แรงงานกัมพูชาต่างหวาดกลัว และรีบเดินทางกลับประเทศ สร้างความวิตกกังวลให้ผู้ประกอบการ ชาวสวนลำไย และล้งในจังหวัดจันทบุรีอย่างหนัก เพราะเดือนสิงหาคม 2568 เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลลำไย ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงมกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดมาก

ล่าสุด สมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด รวมทั้ง สส.จังหวัดจันทบุรี เขต 3 ได้เร่งหาทางออก เสนอนำแรงงานเมียนมา ลาว และแรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเองเข้ามาทดแทน และยังหวังลึก ๆ ที่จะขอเปิดด่านนำแรงงานกัมพูชากลับเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

รายงานข่าวจากสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ปัญหาหลักคือแรงงานเก็บลำไย ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นแรงงานจากกัมพูชาที่มีความอดทนและทักษะเฉพาะทาง ไม่สามารถเดินทางข้ามแดนเข้ามาทำงานได้ตามปกติจากสถานการณ์การปิดด่าน ทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อผลผลิตลำไยที่จะเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม 2568

และผลผลิตจะออกยาวไปถึงเดือนเมษายน 2569 สมาคมร่วมกับจังหวัดจันทบุรี ประชุมอย่างเร่งด่วนร่วมกับสมาชิก ผู้ประกอบการล้ง เกษตรกร และแรงงานสายเก็บลำไยในพื้นที่ ประมาณ 300 คน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว และภาพรวมในจังหวัดจันทบุรี หากไม่สามารถหาแรงงานทดแทนได้อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเกษตรของพื้นที่อย่างรุนแรง

เมื่อปิดด่านแรงงานตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แรงงานกัมพูชาที่ปกติจะเข้ามาเฉพาะช่วงฤดูกาลเก็บลำไย ตอนนี้เข้ามาไม่ได้ ส่วนแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในจันทบุรีก่อนปิดด่านที่ทำงานในส่วนต่าง ๆ ประมาณ 40,000 คน กลับไปกัมพูชาเกือบหมด คาดว่าเหลืออยู่ตอนนี้ไม่ถึง 5,000 คน

ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหาต้องใช้แรงงานทดแทนจากเมียนมา ลาว และภาคอีสานของไทย ในโรงแพ็กบรรจุ แรงงานในสวน แต่แรงงานเก็บเกี่ยวลำไยในสวน 100% ควรเป็นแรงงานกัมพูชา เพราะมีทักษะมีความชำนาญทำงานได้เร็วมีประสิทธิภาพ มีความอดทน ตอนนี้ได้แจ้งให้ล้ง สายเก็บที่ยังมีแรงงานกัมพูชาอยู่ช่วยดูแล ให้มีความเชื่อมั่นว่าไทยไม่มีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกลับบ้าน

“ล้งทำสัญญาซื้อลำไยกับชาวสวนไว้ 28-32 บาท/กก. กับผลลผลิตลำไยจันทบุรีกว่า 300,000 ตัน ที่อาจจะได้รับความเสียหาย สมาคมเสนอปัญหาให้ทางจังหวัดจันทบุรีหาทางแก้ไข กรณีการนำเข้าแรงงานเมียนมา ลาวทดแทน แต่ยังติดที่ค่าใช้จ่ายสูงและมีทักษะการทำงานสู้แรงงานกัมพูชาไม่ได้ หากฝ่ายความมั่นคงพิจารณาเปิดด่านให้นำเข้าแรงงานกัมพูชาจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ทั้งนี้ สมาคมได้เร่งสำรวจข้อมูลจำนวนแรงงานที่ยังมีอยู่ และความต้องการแรงงาน จากผู้ประกอบการ ชาวสวน ภายใน 2 วันนี้ เพื่อส่งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ประกอบการเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง” แหล่งข่าวกล่าว

ลำไย

สส.จันทบุรีแจงต้องนโยบายรัฐ

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี เขต 3 กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้ร่วมหารือปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กับหอการค้าจังหวัดจันทบุรี นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด เป็นภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างฉับพลันจะกระทบหนักฤดูเก็บเกี่ยวลำไยในอีก 1 เดือนข้างนี้ แม้ว่าทางจังหวัดจันทบุรีได้มีการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี

ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐบาล ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต่างวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง อาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก ไม่มีเงินชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด หากภาครัฐไม่แก้ไขภายใน 60 วัน โดยเฉพาะช่วงปัญหาหนักที่สุดคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงมกราคม 2569 ที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดมาก และยังเป็นช่วงเวลาทับซ้อนที่สวนทุเรียนต้องใช้แรงงานเช่นกันอาจจะต้องการใช้แรงงานมากขึ้น

“ได้เตรียมการเพื่อผลักดันเรื่องนี้ผ่านกลไกนิติบัญญัติ โดยจะดำเนินการ 2 แนวทาง คือ ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐบาลชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง หลังจากเคยนำเสนอเข้าสู่วาระไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า” นางสาวญาณธิชากล่าว

ยอมรับแรงงานฝึกใหม่

แหล่งข่าวจากชาวสวนลำไย ขนาดใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แรงงานเก็บลำไยช่วงกันยายน-ตุลาคม ต้องใช้มาก เพราะปริมาณลำไยจะออกมาประมาณ 50% หรือ 150,000 ตัน ต้องเร่งหาแรงงานมาทดแทน เพราะเชื่อว่าแรงงานกัมพูชาเหลือไม่ถึง 10% แรงงานเก็บลำไย เมียนมา ลาว อาจจะไม่เหมาะและถนัดการเก็บลำไย ควรใช้แรงงานจากภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ เข้ามาทดแทน

และให้ค่าจ้างแรงงานสูงกว่าที่จ้างปกติ ตะกร้าละ 50 บาท อาจจะเพิ่ม 80 บาท/ตะกร้า เพราะถ้าไปฝึกแรงงานเมียนมา ลาว ไม่แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ และแรงงานที่เป็นคิวซี คัดคุณภาพของล้งต้องเร่งผลิตขึ้นทดแทนเพราะล้งใหญ่ ๆ 30 คน เหลือ 3 คน ทำให้เป็นส่วนสำคัญที่ล้งไม่กล้ารับซื้อลำไยตอนนี้

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ภาครัฐพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่เพื่อความอยู่รอดในวิกฤตนี้ ได้ให้ทุกภาคส่วนสำรวจข้อมูลความต้องการแรงงานอย่างชัดเจน และอาจจะต้องเริ่มปรับตัวใช้แรงงานทดแทนแรงงานกัมพูชา ฝึกแรงงานเป็นของตนเอง ให้แรงงานกัมพูชาที่มีอยู่ถ่ายทอดทักษะให้คนใหม่

โดยจังหวัดจะจัดทำแผนอบรมให้เป็นระบบ พร้อมบริหารจัดการแรงงานใหม่ให้ทันฤดูกาลผลิต จังหวัดมีข้อมูลพื้นฐานและสถานที่ฝึกอบรมรองรับอยู่แล้ว ขอเพียงชาวสวน สายเก็บ และล้ง ต้องเปลี่ยนวิธีคิด และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแรงงานอย่างจริงจัง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

“ไม่อยากให้ถึงเวลาแล้ว แรงงานจากกัมพูชาเข้าเก็บผลผลิตลำไยไม่ได้ แล้วเรายังไม่รู้จะทำอย่างไร ภาครัฐพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือข้อมูลที่ชัดเจน และความร่วมมือจากทุกคน เพื่อก้าวข้ามวิกฤตแรงงานในปีนี้ไปด้วยกัน” นายมนต์สิทธิ์กล่าว

ลำไย

พาณิชย์พยุง “ลำไยเหนือ”

ชาวสวนในภาคเหนือเผชิญวิกฤตราคาลำไยในฤดูกาลปีนี้ตกต่ำอย่างหนัก จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นเดือนสิงหาคม 2568 ราคาลำไยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เกรด AA ราคาลงเหลือ 5-9 บาทต่อ กก. เกรด A ราคาประมาณ 2-4 บาท/กก. เกรด B วันนี้เหลือ 1-2 บาท/กก. และหลายพื้นที่แจ้งไม่รับซื้อทั้งเกรด B และเกรด C ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนกันหนักมาก

ล่าสุด รัฐบาลโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือด้านการตลาดภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพื่อดึงผลผลิตออกจากตลาด ดูแลเกษตรกรชาวสวนลำไย กำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อพยุงราคาลำไย โดยเริ่มดำเนินการรับซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2568 ถึงวันที่ 20 ส.ค. 2568

ดังนี้ ลำไยรูดร่วงเกรด AA รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 13 บาท โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 3 บาท/กก. เกรด A รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6 บาท สนับสนุนค่าบริหารจัดการ 2 บาท/กก. และโรงร่อน รับซื้อลำไยรูดร่วง AA อยู่ที่ 12 บาท/กก. และเกรด A ราคา 5 บาท/กก.

ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่วงเงิน 1,000 ล้านบาท สนับสนุนค่าตัดแต่งทรงพุ่ม ตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน และค่าปัจจัยการผลิต วัสดุการเกษตร ไร่ละ 400 บาท โดยจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป