เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

พิชัย รับข้อเสนอหอการค้า ชะลอขึ้นค่าแรง-ให้กู้ฉุกเฉิน-ตั้งกองทุนฟื้นฟูชายแดน

21 ส.ค. 2568 | 18:10น.
พิชัย ชุณหวชิร

พิชัยรับข้อเสนอประธานหอการค้าไทย ตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา 5 หมื่นล้าน ชะลอขึ้นค่าแรงวันละ 400 ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำฉุกเฉินครัวเรือนละ 5 หมื่น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยหลังหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมรับข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา กรณีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาใน 4 หัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย

1.มาตรการด้านภาษีค่าธรรมเนียม ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้นิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนที่จัดประชุมสัมมนา หรือศึกษาดูงาน และเข้าพักในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนที่กำหนดสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณามาตรการลดภาษีในส่วนของภาษีท้องถิ่น ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย รวมถึงภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยให้ลดอัตราภาษีลงร้อยละ 90 จากอัตราที่กำหนดไว้เดิม

ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาใช้มาตรการภาษีเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัด โดยยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่สงบ
ขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษี 3-6 เดือน ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในพื้นที่/ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 1 เป็นเวลา 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดน

2.มาตรการการเงินเพื่อสภาพคล่องผู้ประกอบการ ขอให้ธนาคารพาณิชย์ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในลักษณะที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐที่ได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมาแล้ว

ขอให้ธนาคารภาครัฐออกมาตรการ “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำฉุกเฉิน” ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน และดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี โดยยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยใน 12 เดือนแรก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนของครัวเรือนในพื้นที่ พิจารณาจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูชายแดน” วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ/การท่องเที่ยว ขอให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พิจารณามาตรการสนับสนุนหรืองบประมาณแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับการจัดกิจกรรมสัมมนาและศึกษาดูงานในพื้นที่ 7 จังหวัด เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดพื้นที่ที่มีความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ๆ

ขอให้ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่มีแผนจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงาน พิจารณาเลือกใช้สถานที่ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนเป็นพื้นที่สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงานเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นการส่งเสริมการกระจายรายได้และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

4.มาตรการด้านแรงงานและการจ้างงาน ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท สำหรับสถานประกอบการในประเภทธุรกิจโรงแรมและสถานบริการ และขอให้ยังคงใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่เคยกำหนดไว้เดิม

ปรับลดอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตนลงให้เหลือร้อยละ 0.5 เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง ผู้ประกันตน มาตรา 33 และ มาตรา 39 (อ้างอิงกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย)

สนับสนุนนำเข้าแรงงานทดแทนจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น สปป.ลาว หรือเมียนมา โดยปรับขั้นตอนการนำเข้าแรงงานให้รวดเร็วและง่ายขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงาน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวในการลงทะเบียน

และขออนุญาตทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเสนอให้แรงงานจากประเทศอื่น ๆ มาเพิ่มเติม อาทิ จากประเทศบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น และสภาหอการค้าฯ พร้อมที่จะหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น และเตรียมพร้อมรับมือแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

จัดตั้งศูนย์ประสานงานแรงงานระดับจังหวัด เพื่อช่วยจับคู่แรงงานกับผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงานเร่งด่วน และประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดและส่วนกลาง เพื่อให้ดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณาผ่อนปรนให้สามารถกลับเข้ามาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เป็นเอกสารแสดงตนในเบื้องต้น และเมื่อเดินทางเข้ามาแล้วให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ปัจจุบันยังคงพำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ขอให้พิจารณาเปิดช่วงเวลาให้นายจ้างหรือแรงงานสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนและจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายในระยะเวลา 2 เดือน เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน

ในการจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) รอบใหม่ สำหรับแรงงานกัมพูชาที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณามาตรการผ่อนปรนค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อจูงใจให้มีการดำเนินการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเสนอให้ลดค่าใช้จ่ายลงร้อยละ 50 หรือมากกว่านั้น ตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและแรงงาน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นายพิชัยกล่าวว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งหอการค้าไทยได้เสนอมาหลากหลายประเด็น เพื่อมีมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน เบื้องต้นจากการหารือจะมีการจัดทำรายละเอียดต่อไป

ส่วนปัญหาแรงงานขาดแคลน จะมีการหารือกันต่อ ว่าจะมีการจัดหาแรงงานเพิ่มเติมอย่างไร ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งแรงงานที่อยู่ในเมืองไทยที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว อาจจะขยายเวลาอยู่ต่อหรือไม่ หรือแรงงานที่อยู่ไม่มีใบอนุญาตก็ดำเนินการให้ถูกต้อง และหาแรงงานจากประเทศอื่นที่พร้อมส่งออกแรงงาน เช่น บังกลาเทศ เป็นต้น เพื่อมาเสริมแรงงานที่ขาดไป

ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องมีการลงรายละเอียดในแต่ละส่วนต่อไป ขณะที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมามีสถานการณ์ดีขึ้น โดยเฉพาะการให้คนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลและเอกชนจะมีการจัดสัมมนา ดังนั้น ก็จะหารือกับฝ่ายความมั่นคง ว่าจะอนุญาตอำเภอใดสามารถพร้อมที่จะให้เข้าพื้นที่ได้ ก็จะนำนโยบายภาครัฐที่มีการจัดสัมมนา หรือการท่องเที่ยว ก็จะสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่ในพื้นที่นั้น ส่วนภาคเอกชนก็จะมีมาตรการทางภาษีให้ เช่น ถ้ามีการไปจัดสัมมนาในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้เป็นพิเศษ เป็นต้น

สำหรับมาตรการด้านอื่น ๆ ขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการไปแล้วบางส่วน เช่น ภาษีเงินได้ สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจะมีการยกเว้นให้เลย หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย การยื่นชะลอลดอัตราภาษี ซึ่งรัฐบาลจะดูให้หมด และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนจากใกล้ชิด เมื่อรับข้อเสนอแล้วจะมีการแจกแจงเป็นเรื่อง ๆ และส่วนไหนที่จะต้องรับผิดชอบ เพื่อมาทำงานร่วมกัน

ส่วนมาตรการทางการเงินที่มีข้อเรียกร้องลดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ว่ารัฐบาลจะไปดูเรื่องนี้ โดยภาครัฐยินดีให้อยู่แล้ว เหลือธนาคารพาณิชย์จะมีการเรียกมาพูดคุยเพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือในช่วงนี้

ด้านนายพจน์กล่าวว่า ได้มีข้อเรียกร้องการลดเงินจ่ายเงินสมทบประกันสังคมในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ก็สืบเนื่องมาจากเรื่องค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็น 400 บาท ซึ่งขณะนี้ประสบปัญหาโรงแรม ร้านอาหาร ไม่มีใครไปใช้บริการ แต่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าแรง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงานหามาตรการมาช่วยในด้านนี้

เหตุผลที่มายื่นข้อเสนอในวันนี้ หอการค้าจังหวัดทุกแห่งได้ร้องเรียนมานานแล้ว และเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และที่ผ่านมามีข่าวร้ายมาโดยตลอด ส่งผลให้เศรษฐกิจพังไปหมด ดังนั้น จำเป็นต้องหาทางให้มีข่าวดีกันบ้าง และพยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่ 7 จังหวัดนี้ สิ่งไหนส่งเสริมได้ก็ต้องทำ โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่วันนี้ได้รวบรวมมาตรการทั้งหมดเพื่อมาคุยกับรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าเป็นมาตรการที่รัฐสามารถทำได้

ด้านนายพิชัยกล่าวว่า ภาพรวมผลกระทบเศรษฐกิจที่ได้รับ หากประเมินเป็นตัวเลขยังประเมินไม่ออก แต่ถ้าแบ่งเป็นแต่ละอุตสาหกรรม วันนี้พอจะคาดเดาได้ เพราะใน 7 จังหวัดหากมองเข้าไปแล้วจะพบว่ามีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ดังนั้น จะมีพืชผลทางการเกษตร ผลไม้ ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการดูว่าจะมีแรงงานมาเก็บผลไม้หรือไม่

จากนั้น จะดูเรื่องตลาด ซึ่งในวันนี้กระทรวงพาณิชย์คิดว่าไม่จำเป็นต้องขายในพื้นที่ อาจจะให้แต่ละจังหวัดนำผลไม้มาขายในส่วนกลาง หรือในกรุงเทพมหานคร เพราะกระแสของคนกรุงเทพฯ เข้าใจถึงปัญหาใน 7 จังหวัดชายแดน หากเกิดเรื่องใดยินดีจะช่วยเหลือหมด ดังนั้น ก็จะมีการจัดขายพืชผลทางการเกษตรที่กรุงเทพมหานคร ทยอยทีละจังหวัด แต่หากจะเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงก่อน เพื่อให้ดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าจังหวัดใดพร้อมที่จะเข้าไปเริ่มดำเนินการช่วยเหลือ

นายพจน์กล่าวเสริมอีกว่า หอการค้าจังหวัดและกรมการค้าภายในได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร หรือศูนย์ AFC ซึ่งทำงานร่วมกันอยู่ โดยตั้งใจว่าจะจัดเป็นคาราวานออกไปทุกจังหวัด และจะมีความร่วมมือจากค้าปลีกค้าส่ง เพื่อกระจายสินค้าทั้งหมดออกไป สำหรับการขนส่ง ยังถือว่าอยู่ได้ เพราะมีการผ่าน สปป.ลาวเข้าสู่เวียดนาม

นายพิชัยกล่าวถึงในส่วนของสินค้าชายแดน 7 จังหวัดที่แก้ปัญหาไม่ได้จะมีแนวทางอย่างไร ว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ หากในพื้นที่มีสินค้าหรือพืชผลใดก็ต้องดึงเข้ามาในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อหาช่องทางจำหน่าย แม้กระทั่งแรงงาน ก็ต้องมีการช่วยเหลือ หลังจากนี้จะศึกษาผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในแผนระยะยาวต้องดูไปพร้อมกับฝ่ายความมั่นคง ว่าจะมีผลสรุปออกมาเช่นไร

และการช่วยเหลือจะเป็นสั้นยาวอย่างไร ต้องขอดูอีกที และโดยสรุปแล้วจะเข้าไปดูแลแต่ละกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจ ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แม้กระทั่งภาคแรงงานหากมีไม่เพียงพอก็ยินดีเปิดรับ หากแรงงานไทยมีความชำนาญ พร้อมที่จะทำ และจะต้องจ่ายเพิ่ม เพราะว่าอยู่ในสถานการณ์เหตุการณ์ไม่ปกติก็ยินดีจะหามาตรการจ่ายเพิ่มให้ได้ ถ้าเป็นแรงงานไทย

ส่วนมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐจะต้องรอจนถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งจะมีการประเมินสถานการณ์และส่งมาให้ ซึ่งจะรู้ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ ดังนั้น ช่วงที่ยังเริ่มไม่ได้ วิธีง่าย ๆ คือดึงสินค้าออกมานอกพื้นที่ เพื่อมาจำหน่ายให้ส่วนกลาง แต่หากช่วงไหนเข้าพื้นที่ได้ก็เข้าไปช่วยได้ทันที

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พิชัย ชุณหวชิร หอการค้า