Skip to content

TDRI มอง ‘เอกนิติ’ เหมาะคุมคลัง รัฐบาลอนุทิน ครบทั้งวิชาการ-ประสบการณ์

08 ก.ย. 2568 | 11:47น.
TDRI มอง ‘เอกนิติ’ เหมาะคุมคลัง รัฐบาลอนุทิน ครบทั้งวิชาการ-ประสบการณ์

ทีดีอาร์ไอ มอง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่ รมว.คลัง เหมาะสมคุมคลังยุครัฐบาลอนุทิน ครบเครื่องทั้งวิชาการ-ประสบการณ์ 

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึง แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ว่า โดยปกติ พรรคภูมิใจไทย ไม่มีทีมเศรษฐกิจเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มักจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประจำพรรคอยู่แล้ว

หากพิจารณาจากอดีต จะเห็นได้ว่าพรรคนี้ถนัดงานด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคนนอก ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจแทน ซึ่งเป็นโมเดลที่คล้ายคลึงกับรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี

นายนณริฏกล่าวว่า สำหรับรัฐบาลยุคนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 การเลือกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ มาดูแลงานด้านเศรษฐกิจการคลัง ถือเป็นการใช้คนนอกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เนื่องจาก นายเอกนิติ มีทั้งพื้นฐานทางวิชาการระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และประสบการณ์ทำงานจริงในหน่วยงานของกระทรวงการคลัง

จึงมีความเข้าใจทั้งเชิงทฤษฎีและการบริหารระบบราชการ จุดแข็งดังกล่าวทำให้สามารถทำงานกับข้าราชการประจำได้อย่างราบรื่น ซึ่งแตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญบางรายที่อาจเก่งด้านวิชาการ แต่ไม่สามารถประสานงานกับระบบราชการได้

หวั่นมาตรการระยะสั้น ไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

นายนณริฏกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอมากขึ้น ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ไม่ทั่วถึง ระบบตลาดแรงงานที่ไม่สามารถผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้ รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยที่ยังจำกัด ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดเดิมเลือกเพียงการประคองเศรษฐกิจด้วยมาตรการอัดเม็ดเงิน เช่น การส่งเสริมการกู้ยืมหรือการแจกเงินในรูปแบบประชานิยม มากกว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง

นายนณริฏกล่าวว่า ตนมองว่า รัฐบาลชุดใหม่ก็ดูจะยังเดินตามแนวทางเดิม โดยมุ่งเน้นมาตรการระยะสั้น เช่น การผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมา ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้ตรงจุด อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มมีประสิทธิภาพลดลงต่อเนื่อง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเลตที่หวังจะสร้างพายุเศรษฐกิจกลับไม่เห็นผลชัดเจน เงินที่อัดฉีดหายไปโดยไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

มองรัฐบาลอายุจำกัด ดันนโยบายโครงสร้างยาก

นายนณริฏกล่าวว่า ข้อจำกัดของรัฐบาลนี้อยู่ที่ระยะเวลา เนื่องจากมีอายุทางการเมืองเหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งใหม่ จึงแทบไม่มีโอกาสผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลานานได้ นอกจากนี้ ความไม่เข้มแข็งทางการเมืองยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดัน เพราะแม้พรรคภูมิใจไทยจะได้เสียงโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเผชิญฝ่ายค้านขนาดใหญ่ และการผลักดันนโยบายจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตร หากมีความเห็นไม่ตรงกัน นโยบายก็อาจสะดุดตั้งแต่ต้นทาง

หนุนคนละครึ่ง กระตุ้นใช้จ่ายระยะสั้น

นายนณริฏกล่าวว่า หากเปรียบเทียบมาตรการระหว่าง “คนละครึ่ง” และ “ดิจิทัลวอลเลต” ตนมองว่า ทั้งสองโครงการมีเป้าหมายแตกต่างกัน โดยคนละครึ่งเหมาะกับคนชั้นกลางที่ต้องควักเงินตัวเองสมทบ จึงกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดีกว่า เพราะเกิดการใช้จ่ายจากทั้งรัฐและประชาชน ขณะที่ดิจิทัลวอลเลตควรเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เพื่อทดแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากกว่าการแจกเป็นวงกว้าง ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพดีกว่า

นายนณริฏกล่าวว่า ดังนั้น ข้อเสนอจากตน หากรัฐบาลของนายอนุทิน จะใช้งบฯเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ควรใช้อย่างจำกัดและมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือจริง พร้อมเก็บทรัพยากรไว้เพื่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เพราะมาตรการกระตุ้นแบบกว้าง ๆ มีแนวโน้มได้ผลน้อยลงเรื่อย ๆ และไม่สามารถสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”

สำหรับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยทุนของสมาคมธรรมศาสตร์, จบเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทย ก.พ. และจบเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจาก Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทย ก.พ.

นายเอกนิติ เข้ารับราชการใน กระทรวงการคลัง ตั้งแต่เป็นข้าราชการตัวเล็ก ๆ ในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เลื่อนขั้นขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. ช่วงหนึ่งได้ย้ายไปดำรงตำแหน่ง อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป และ เป็น Senior Advisor ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นายเอกนิติ ยังเคยดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงการคลัง, เป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก่อนก้าวขึ้นระดับอธิบดี ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), ต่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร, ตามด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ในปัจจุบัน

นายเอกนิติ มีความเชี่ยวชาญธุรกิจการเงิน ธุรกิจการธนาคาร การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารโครงการระดับใหญ่และการรับผิดชอบดูแลด้านผลประกอบการ ผลตอบแทนผู้บริหารและการบริหารบุคลากร การเงิน บรรษัทภิบาล จริยธรรม วัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การบริหารความเสี่ยงองค์กรและการกำกับดูแลด้านการบริหารความเสี่ยง