Skip to content

ชูวิทย์ ซัดพรรคประชาชน ส่ง “หนูขึ้นเป็นราชสีห์” หลังยกมือโหวตอนุทิน

12 ก.ย. 2568 | 11:14น.
ชูวิทย์ ซัดพรรคประชาชน ส่ง “หนูขึ้นเป็นราชสีห์” หลังยกมือโหวตอนุทิน

ชูวิทย์ซัดพรรคประชาชนส่ง “หนูขึ้นเป็นราชสีห์” หลังยกมือโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านเฟซบุ๊ก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” โดยระบุว่า ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ผ่านไปไม่กี่วันคุณเท้งแห่งพรรคประชาชนก็ต้องสาละวนรีบแถลงข่าวเสียงหลงเสียแล้ว เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง แต่ให้อำนาจรัฐสภาเป็นผู้แก้ไขเพิ่มเติมได้

พูดจาภาษาชาวบ้าน คือประชาชนไม่มีสิทธิโดยตรง แต่ให้ สส. และ สว. เป็นผู้เลือก ส.ส.ร.ชาวบ้านเขารู้กันทั้งบางว่า “ใครเป็นไอ้โม่งคุมคะแนนเสียง สว. อยู่” คงมีแต่พรรคประชาชนไม่รู้อยู่พรรคเดียวมั้ง ไหนจะต้องทำประชามติอีก 3 ครั้ง แม้ครั้งที่ 1 กับ 2 จะทำพร้อมกัน

แต่เป็นช่องทางให้เห็นว่า “ไม่สามารถทำตามเงื่อนไข 4 เดือนที่กำหนดไว้ใน MOA ได้ คุณอนุทินพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่ได้เป็นผู้ทำผิดเงื่อนไข แต่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมา แม้คุณเท้งรีบออกตัวว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ปิดช่องให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

แล้วเดินวนเวียนขึ้นลงโพเดียมพร้อมพลพรรควอลเปเปอร์แก้ตัวเป็นพัลวัน ไม่เป็นอันทำมาหากินเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่คนฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจชัดเจนว่า “ประชาชนเลือก ส.ส.ร.เองไม่ได้” แท้จริงแล้วมันเสมือนเป็น “เกมของผู้ใหญ่” ที่รับเงื่อนไขของเด็กไว้ก่อน แล้วไล่เด็กที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวให้ไปเล่นกันที่อื่น

เริ่มต้นยังไม่ทันตั้งไข่ก็วุ่นวายขนาดนี้ นี่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลบอกอีกว่าจะรีบทำไม่ได้ ต้องระมัดระวัง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล พรรคประชาชนที่ออกตัวทำเงื่อนงำ MOA ให้ดูเหมือนขงเบ้งในเรื่อง “สามก๊ก” แต่ภายหลังกลับต้องมาคร่ำครวญในใจว่า “นี่คงเป็นชะตาคราวเคราะห์ของเราเสียแล้ว” ผมจึงเตือนนักเตือนหนาว่าพรรคประชาชนพลาดกับเงื่อนไขที่เคยพูด

“พรรคไหนรับได้ ก็ได้เสียงโหวตให้เป็นนายกฯ” ช่างดูพาวเวอร์ฟูลเสียเหลือเกิน แต่ในทางปฏิบัติมีปัจจัยอื่นที่พรรคแกนนำเอามาเป็นข้ออ้างบังหน้าได้อีกมากมาย หรือหากเล่นเกมล้ำลึกไปกว่านั้น ก็ทำทีตั้งโต๊ะกระตือรือร้นปรึกษาหารือกันทุกฝ่าย แต่ท้ายสุดลงเอยที่ว่า “มันไม่ทันเอาจริง ๆ 4 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญท่านว่ามาแบบนี้ ไม่ปฏิบัติตามได้ไง มันผูกพันทุกองค์กร” พูดเป็นเนตค้างจอเหมือนกันหมด

ค่าโง่ของพรรคประชาชนจึงเริ่มโผล่มาให้เห็น สิ่งที่จะทำได้ก็แค่รีบออกมาแก้ตัวจ้าละหวั่นรายวัน มีประโยชน์อันใดเล่ากับการตั้งเงื่อนไข และการตัดสินใจของพรรคประชาชน ที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ? นักการเมืองเขี้ยวลากดินย่อมมองออกว่า ให้รับ ๆ ไปก่อน แล้วตามน้ำไป พรรคประชาชนเองนั่นแหละที่ต้องมาวิ่งวุ่น เล่นเกม “มอญซ่อนผ้า” อยู่แบบนี้

ถามจริง ๆ จะไปหาเรื่องเข้าตัวทำไม ? ยุบสภาไปเลยง่ายกว่าเป็นไหน ๆ แต่มันช้าไปแล้วโยมเอ๋ย ! ยิ่งเวลาทอดยาวมากขึ้นเท่าไหร่ พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมจะสะสมกำลังไพร่พลเสบียงกรังได้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อรอวันเลือกตั้งให้พร้อมสุด ๆ ในขณะที่คะแนนของพรรคประชาชนจะสาละวันเตี้ยลงทุกวี่ทุกวันไปกับ “เงื่อนไข MOA” ที่โชว์ค่าโง่ให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น

ต้องนั่งแก้เกมไปวัน ๆ เพื่อรับผิดชอบกับการกระทำที่ไปโหวตให้ “หนูขึ้นเป็นราชสีห์” ผู้คนและการเดินทางคืออุดมการณ์ที่หลุดลอย เดินหลงทาง ตอนชูมือโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ การเมืองของพรรคประชาชนจึงเป็นเกมที่คนแก่ในวงการเมืองเล่นมาตั้งแต่พวกเด็กอย่างพรรคประชาชนยังไม่เกิด ส่วนประชาชนคนทั่วไปได้แต่ร้องว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป ไหงกลายเป็นบ้องกัญชา” แล้วเป็นของชอบพรรคภูมิใจไทยเขาเสียด้วย