คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
คำคำนี้มาจากประสบการณ์ของผมเองแหละครับ เพราะเรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนของคนทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน มักจะเอามาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ทุกบริษัทก็มีกฎเกณฑ์คล้าย ๆ กันว่า…
“เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ ห้ามเอามาบอกกัน”
บริษัทอุตส่าห์แจก Pay Slip ปกปิดกันเสียอย่างดี แต่พอแจกเสร็จพนักงานก็เอามาแลกกันดู ยิ่งตอนช่วงขึ้นเงินเดือนประจำปี ยิ่งมีดราม่าเรื่องนี้กันเยอะ บางคนโกรธหัวหน้าหาว่า ไม่ยุติธรรมบ้างล่ะ บ้างก็โกรธเพื่อนที่ได้ขึ้นเงินเดือนเยอะกว่า
ทั้ง ๆ ที่ (คิดเอาเอง) ทำงานเหมือน ๆ กัน ไม่ได้เก่งกว่าฉันสักหน่อย ทำไมแกถึงได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าฉัน บ้างก็ฟิวส์ขาดยื่นใบลาออก เข้าทำนอง ฆ่าได้หยามไม่ได้ ไปโน่น ฯลฯ
เช่น นายวิเชียรเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทเงินเดือน 22,000 บาท วิเชียรมีเพื่อนทำงานในแผนกเดียวกัน เข้ามาทำงานพร้อม ๆ กัน เพิ่งจบปริญญาตรีเงินเดือน 18,000 บาท
แต่เพื่อนที่จบปริญญาตรีกลับได้เปอร์เซ็นต์ขึ้นเงินเดือนที่สูงกว่า คือได้ขึ้น 8%
ในขณะที่ตนเองได้ขึ้น 5% ก็เลยเกิดความคับข้องใจว่า ทำไมฉันจบระดับปริญญาโทถึงได้ขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าเพื่อนที่จบปริญญาตรี ก็เลยเอาความคับข้องใจนี้มาถามที่ HR เพราะไม่กล้าไปถามจากหัวหน้างาน
แน่นอนว่า HR ไม่ใช่หัวหน้างาน จึงไม่รู้รายละเอียดหรอกครับว่า นายวิเชียรทำงานดีหรือไม่ดียังไง ถึงได้ขึ้นเงินเดือนคิดเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าเพื่อนที่จบปริญญาตรี
แต่ในมุมของ HR คงจะตอบได้อย่างนี้ครับ
1.หลักการโดยทั่วไปแล้ว การพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีเป็นเรื่องของระบบ Rewards ที่เชื่อมโยงมาจากการประเมินผลการปฏิบัติงาน
เป็นการพิจารณาผลงานของพนักงานว่า สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องหรือไม่
ถ้าบริษัทหรือหน่วยงานมีตัวชี้วัดผลงานที่ชัดเจน ก็ยิ่งชัดเจนว่า พนักงานต้องทำยังไงถึงจะได้ผลการประเมินเกรดอะไร ซึ่งผลการประเมินก็จะแปรเป็นผลการขึ้นเงินเดือนว่าจะได้กี่บาท หรือกี่เปอร์เซ็นต์
ในกรณีนี้แสดงว่า วิเชียรน่าจะทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด จึงทำให้ได้รับการขึ้นเงินเดือนไม่ได้อย่างที่ตัวเองคาดหวัง
2.หรือแม้ว่าบางบริษัทจะยังไม่มีการประเมินผล โดยใช้ตัวชี้วัดที่ชัดเจน ยังใช้ระบบและวิธีการประเมินผลแบบ “จิตสัมผัส” หรือ Graphic Rating Scale คือการกำหนดหัวข้อ (หรือปัจจัย) ในการประเมิน 10-20 ข้อ แล้วก็ประเมินให้เกรด A, B, C, D, E หรือ 5, 4, 3, 2, 1 แล้วสรุปผลโดยรวมได้เกรดอะไรสักเกรดหนึ่งก็ตาม
แต่การประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่ใช่การประเมินเพื่อขึ้นเงินเดือนให้ตามวุฒิการศึกษานะครับ
และผมเชื่อว่าคงไม่มีองค์กรไหนที่พิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงานโดยเอาวุฒิการศึกษาเป็นตัวตั้ง โดยไม่ดูผลงานเป็นหลัก
ซึ่งหลักในการปรับขึ้นเงินเดือนควรจะต้องดูจากผลการปฏิบัติงานและความสามารถในงานเป็นหลัก
การเรียนจบคุณวุฒิที่สูงขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีขึ้นเสมอไป
แต่ก็แปลกที่ยังมีคนคิดว่า คนที่จบวุฒิที่สูงกว่าจะทำงานได้ดีกว่า หรือมีความสามารถในงานเก่งกว่าคนที่จบวุฒิต่ำกว่า
3.จากที่ผมบอกมาข้างต้น ผลการปฏิบัติงานจึงเป็นเรื่องของตัวเราเองว่า เราสามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายหรือทำงานได้ผลออกมาเป็นยังไง ดังนั้นผลงานที่เราทำจึงอยู่ที่ตัวเราเอง
แทนที่วิเชียรจะไปคิดว่าคนอื่นเขาทำงานเก่งกว่าเรายังไงถึงได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าเรา
ลองมาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า “แล้วเราจะทำงานให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง” โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจะดีกว่าไหม
4.สุดท้ายถ้าคิดดีแล้วและแน่ใจแล้วว่า เราก็ทำงานมีผลงานที่ดี เรามีฝีมือมีศักยภาพ แต่หัวหน้าไม่ยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง มองไม่เห็นฝีมือของเรา ไม่เห็นผลงานของเรา ฯลฯ ก็ลองไปสมัครงานที่ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเรา จะดีกว่ามานั่งคิดเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นไหมครับ
บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เรือเล็กควรออกจากฝั่งได้แล้ว
สำคัญว่า เรือเล็กมี “ของ” สะสมเสบียงที่พร้อมออกเดินทางแล้วหรือยัง
เพราะเส้นทางความก้าวหน้าของเรา ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ขึ้นกับคนอื่น อย่าเอาความก้าวหน้าของเราทั้งชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่น
การไปบ่นหรือไปต่อว่าหัวหน้าก็คงไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนเกรด เปลี่ยนผลการประเมิน แล้วมาเพิ่มเปอร์เซ็นต์ขึ้นเงินเดือนให้เราหรอกครับ
เอาเวลาไปมองหาสนามแข่งขันที่เหมาะกับศักยภาพและความสามารถของตัวเราดีกว่าครับ
อย่าไปลงแข่งในสนามที่เราไม่มีวันชนะ
ทั้งหมดที่ผมแชร์มานี้ คงจะทำให้ท่านที่กำลังคิดวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่..ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่” ได้คิดอะไรบางอย่างบ้างแล้วนะครับ
ขอตบท้ายด้วยประโยคคลาสสิกที่บอกไว้ว่า….
“มีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”