เร่งจัดการน้ำช่วงปลายฤดูฝน
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
นับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นมา ปรากฏมีพายุหมุนเขตร้อนเกิดบริเวณทะเลจีนตอนใต้พัดผ่านเข้าสู่แผ่นดินใหญ่และส่งอิทธิพลถึงบริเวณประเทศไทย นับจนถึงขณะนี้มีจำนวน 15 ลูก แม้พายุเหล่านี้จะไม่ได้พัดผ่านเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อบริเวณภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เกิดน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง ดินโคลนถล่ม ติดต่อกันมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา
สำหรับจำนวนพายุที่จะพัดผ่านประเทศไทยโดยตรงนั้น กรมอุตุนิยมวิทยา เคยประมาณการว่า ใน 1 ปีจะมีเพียง 1-2 ลูก ยกเว้นบางปีที่จะพัดเข้ามาติด ๆ กัน อย่างช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ด้านปริมาณฝนรวมในปีนี้จะมี “มากกว่า” ค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนชุกกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ส่วนช่วงครึ่งหลังของฤดู (สิงหาคม-ตุลาคม) ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปกติ
และยังจะต้องจับตาดูภาวะการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา (ENSO) ด้วย โดยเฉพาะลานีญา หรือฝนมากน้ำมาก เนื่องจากปัจจุบันเข้าสู่สภาวะ “เป็นกลาง” คาดการณ์ไปจนถึงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2568 ด้านเปอร์เซ็นต์ความถี่ที่ศูนย์กลางของพายุจะเคลื่อนมาผ่านประเทศไทยนั้น
จากการวิเคราะห์สถิติของพายุที่ผ่านมาพบว่า ในเดือนกันยายนศูนย์กลางพายุจะเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนกับภาคเหนือตอนล่าง มาถึงช่วงเดือนตุลาคม ศูนย์กลางพายุมีโอกาสเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนและเริ่มเข้าสู่ภาคใต้เดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตาม พายุที่พัดผ่านประเทศไทยตอนบนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของประเทศเกือบทุกอ่างในขณะนี้มีปริมาณ “เกินกว่า” ครึ่ง หรือมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (81% ขึ้นไป) ถึง 10 แห่ง และอยู่ในเกณฑ์น้ำดี (51-80%) ถึง 16 แห่ง ขณะที่ภาพรวมปริมาณน้ำทั้งประเทศอยู่ที่ 55,117 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 78% มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือมีปริมาณน้ำรวมกันมากกว่าปี 2567 ถึง 6,258 ล้าน ลบ.ม.
ด้วยปริมาณน้ำในอ่างที่อยู่ในเกณ์ดีมากดังกล่าว ขณะที่ฤดูพายุหมุนเขตร้อนยังเหลืออยู่อีก 2-3 เดือน ซึ่งจะต้องมีพายุพัดผ่านเข้ามาในประเทศอีกหลายลูกนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม มิให้ส่งผลกระทบจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศจากการระบายน้ำของเขื่อนต่าง ๆ
โดยเฉพาะเขื่อนเจ้าพระยา ในขณะนี้มีการระบายอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และจะขึ้นไปถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีในไม่ช้า จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่ จ.นครสวรรค์จนถึงกรุงเทพมหานครได้