เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
Real Estate ‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
ดูทั้งหมด

‘ข้าว-มัน-ยาง’ จี้รัฐแก้บาทแข็ง-ราคาพุ่ง 10% ส่งออกแข่งลำบาก

27 ก.ย. 2568 | 06:45น.

เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาถึง 7% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะที่คู่แข่งสำคัญในการส่งออกสินค้าพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินเดีย ต่างมีค่าเงินอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ภาวะเช่นนี้ส่งผลให้ผู้ส่งออกพืชไร่ของไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจาก “อัตราแลกเปลี่ยน” ที่สูงกว่า 10% เมื่อส่งออกไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงถึงราคารับซื้อพืชไร่ในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา และอ้อย

ภาคเกษตรร้องรัฐบาล “อนุทิน” แก้บาทแข็ง ขอให้เป็นวาระเร่งด่วน ชี้สถานการณ์ลำบาก ส่งออก “ข้าว-มัน-ยาง” อาการหนัก นับตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งขึ้นมา 7% สวนทางคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินเดีย มาเลย์ ได้อานิสงส์เงินอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยเจอพิษบาท ทำราคาเพิ่ม 10%

ส.ข้าวฯขอรัฐชดเชยบาทแข็ง

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยให้ความห่วงใยและความกังวลอย่างยิ่ง ต่อสถานการณ์การแข็งค่าของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และรายได้ของเกษตรกรไทยนับล้านครัวเรือน นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญ เช่น อินเดีย เวียดนาม และปากีสถาน ต่างมีค่าเงินอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ความแตกต่างด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับคู่แข่งสูงมากถึงกว่า 10%

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจึงขอให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ไม่เพียงแต่ป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปเท่านั้น แต่ยังควรดำเนินการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงสู่ระดับที่สามารถแข่งขันได้ และมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความผันผวนขึ้นลงรุนแรง ซึ่งขณะนี้เรื่องค่าเงินบาทถือเป็นวาระเร่งด่วน หากไม่มีการแก้ไขทันท่วงที ค่าเงินบาทที่แข็งและผันผวน จะเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และสร้างผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ทางด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งก่อนหน้าอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปัจจุบันมาอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้การส่งออกของไทยแข่งขันยากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างมากในการส่งออกข้าวของไทยไปในตลาดโลก ซึ่งก็คาดหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสที่จะทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีหน้าแข่งขันยากขึ้น

เมื่อดูราคาข้าวไทยปัจจุบัน โดยข้าวขาวไทย เฉลี่ยอยู่ที่ 370-375 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนาม เฉลี่ยอยู่ที่ 370 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดีย เฉลี่ยอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน และปากีสถาน เฉลี่ยอยู่ที่ 355 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งราคาใกล้เคียงกันมาก ทำให้ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะเลือกซื้อได้

8 เดือนข้าวไทยส่งออกหดตัว 30%

รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกข้าวไทย ช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) ปี 2568 ไทยส่งออกข้าว 5,036,450 ตัน มีมูลค่า 2,987.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 99,079 ล้านบาท มูลค่าส่งออกหดตัว 30.6% และปริมาณส่งออกลดลง 24.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเทศที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐ (สัดส่วน 18.4%) อิรัก (10.2%) แอฟริกาใต้ (7.9%) จีน (7.8%) และฮ่องกง (3.6%)

ทั้งนี้ การส่งออกข้าวไทยหดตัวต่อเนื่อง 10 เดือน เนื่องจากมีการแข่งขันสูงด้านราคากับผู้ส่งออกสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน อีกทั้งการแข็งค่าของเงินบาท ผนวกกับข่าวการระบายสต๊อกข้าวของอินเดีย ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวต่างแข่งกันลดราคาเพื่อให้ได้ออร์เดอร์ และรักษาส่วนแบ่งตลาดไม่ให้เสียไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก

ล่าสุดทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการเชิงรุกผลักดันให้ค่าบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ระหว่าง 34-35 บาทต่อเหรียญ ซึ่งจะอยู่ในช่วงที่แข่งขันได้ รวมทั้งขอให้มีการจัดตั้งกองทุนหรือมาตรการ “ชดเชย” ผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนระยะสั้นให้แก่ผู้ส่งออกข้าวด้วย

แป้งมันแข่งเวียดนามไม่ได้

นายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากค่าเงินบาทของไทยที่มีการแข็งค่าขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี ซึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมาก และหากเทียบกับคู่แข่งอย่างประเทศเวียดนาม ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น 6-7% ในขณะที่เวียดนามค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 6-7% ทำให้ค่าเงินบาทของไทยต่างจากเวียดนามถึง 10% ซึ่งก็มีผลต่อศักยภาพการแข่งขันในตัวส่งออกสินค้าแป้งมันสำปะหลังของไทย โดยเฉพาะตลาดสำคัญคือตลาดจีน

“ตลาดจีนถือเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกแป้งมันของไทยและเวียดนาม โดยสัดส่วนส่งออกแป้งมันของไทยไปตลาดจีนประมาณ 60% เวียดนามส่งไปประมาณ 90% ในการส่งออกภาพรวมในกลุ่มสินค้ามันสำปะหลัง”

ทั้งนี้ เมื่อดูราคาส่งออกแป้งมันของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 390-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่เวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 340-350 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ราคาเวียดนามถูกกว่าไทยถึง 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทั้งนี้ ก็เป็นผลมาจากค่าเงินบาทไทยที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ในตัวมันเส้นที่ส่งออกไปในตลาดของไทย ยังคงสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ให้อยู่ที่ 210-220 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนามอยู่ที่ 210-215 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าก็ตาม แต่ทั้งนี้ ยังคงคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลในเรื่องของค่าเงินบาทในขณะนี้ เพราะมีผลต่อการแข่งขันและการส่งออกไทย

ร้องรัฐช่วยพยุงราคายาง

รายงานข่าวจากสมาคมยางพาราไทย ระบุว่า จากค่าบาทที่แข็งค่าขึ้น ทางสมาคมเสนอให้รัฐบาลเข้าพยุงราคายางขั้นต่ำทันที เพื่อไม่ให้ราคายางภายในประเทศไหลลงไปอีก พร้อมทั้งขอให้มีกองทุนช่วยเหลือผู้ปลูก/แปรรูปยาง รวมทั้งออกมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งตลาดกลางยางออนไลน์ด้วย

บาทแข็งแข่งมาเลย์ลำบาก

นางสาวดรุณี วราห์บัณฑูรวิทย์ ผู้จัดการ บริษัท ด๊อกเตอร์ บู จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โรงงานผลิตและจำหน่าย “ถุงมือยาง” ทางการแพทย์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกถุงมือยางของบริษัทอย่างมาก และถือว่าแข็งค่าขึ้นมากถึง 14% นับจากช่วงต้นปี 2568 ขณะที่มาร์จิ้นของบริษัทได้กำไรสุทธิไม่ถึง 1% ไม่มีทาง Cover ได้ จึงพยายามหาทางบริหารความเสี่ยงของค่าเงิน โดยแนวทางหนึ่ง คือ การบริหารรายได้และรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในสกุลเดียวกัน (Natural Hedge) เนื่องจากบริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งต้องชำระเป็นเงินดอลลาร์ ก็จะนำต้นทุนส่วนนี้มาบาลานซ์เพื่อลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ ขณะเดียวกัน ก็ลดสัดส่วนการส่งออกลง หันมาเพิ่มยอดขายในประเทศแทน

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ ผู้ผลิตแปรรูปยางส่งออกต่างประเทศรายใหญ่ทางภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกยางแปรรูปมีความเสี่ยงขาดทุนกำไรประมาณ 0.50-1 บาทต่อ กก. หรือประมาณ 500-1,000 บาทต่อตัน ที่สำคัญตอนนี้ค่าเงินบาทจะแข็งกว่าค่าเงินริงกิตของประเทศมาเลเซีย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกยางไทยลดลง เพราะการซื้อขายยางปัจจุบันยังคงพึ่งเงินดอลลาร์
“การขายยางขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับผู้ประกอบการส่งออกด้วย ถ้าหากมีการฟิกซ์เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงไว้จะไม่ประสบปัญหา แต่ถ้าไม่ฟิกซ์จะมีความเสี่ยงกำไรหรือขาดทุนกำไรได้” นายกัมปนาทกล่าว

น้ำตาลไม่กระทบบาทแข็ง

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลมากนัก เพราะจะมีการซื้อเรตเงินล่วงหน้ากันไว้อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ และแต่ละประเทศที่ไทยส่งออกไปขายจะมีโควตาที่ไม่สูงมาก แต่จะมีผลเล็กน้อยเวลาแบ่งปันผลประโยชน์รายได้ให้กับชาวไร่ แต่ไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน เพราะตลาดใครตลาดมันอยู่แล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท ส่งออก