Skip to content

4 CEO ชี้ทางรอดธุรกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของโลก

04 ต.ค. 2568 | 13:28น.
4 CEO ชี้ทางรอดธุรกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของโลก

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น 4 ผู้บริหารระดับแถวหน้า ศุภชัย เจียรวนนท์ – ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม – ฐาปน สิริวัฒนภักดี – ธีรพงศ์ จันศิริ ร่วมชี้แนวทางปรับตัวของธุรกิจไทย ในงาน SX2025

งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน กลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “ปรับ…ร่วมเปลี่ยนเพื่อโลกที่ดีกว่า”

โดยมีการจัดเสวนา CEO Panel TSCN Business Partner Conference หัวข้อ “Business Adaptation for a Sustainable Future” ซึ่งรวมพลัง 4 ผู้นำธุรกิจชั้นนำของประเทศจากเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) มาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง “ปรับแนวคิด พลิกธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของโลก”

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งในความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด จึงต้องร่วมกันทำให้ธุรกิจ การค้า และเศรษฐกิจไทยเติบโตและมีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

ซึ่งสอดคล้องกับ SDGs ข้อ 17 ที่เน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีการประชุม High-level Political Forum on Sustainable Development (HLPF) เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน

ความท้าทายในยุคนี้คือเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ต้อง “เข้าใจ-คิดครบ” จากสิ่งที่มีอยู่ เข้าใจบริบทสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะโลกที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อจุดแข็งของเรา สิ่งที่คุยกับทีมงานเสมอคือ โลกธุรกิจมีเรื่องให้ทบทวนมากมาย แต่ผู้บริหารที่ทีมงานกำลังรอคอยสิ่งสำคัญจากเราคือการตัดสินใจที่ดีและรวดเร็ว

ฐาปน สิริวัฒนภักดี
ฐาปน สิริวัฒนภักดี

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด มองว่าในมิติของประเทศไทย ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่ ระบบซัพพลายเชนของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หลายบริษัทขยับไปยังประเทศอื่นๆ ไทยได้รับอานิสงส์อย่างมากทั้งในเรื่องนิคมอุตสาหกรรมและการผลิต รวมถึงไฮเปอร์สเกลเลอร์ต่างๆที่ไหลเข้ามายังไทยและอาเซียน แต่คำถามที่ตามมาคือเรื่องพลังงานสะอาดและพลังงานน้ำ หากเราต้องการเป็นฮับ พลังงานแก๊สจะเพียงพอหรือไม่ การตอบโจทย์เหล่านี้จะเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทาน และโจทย์ถัดไปคือการจ้างงาน SMEs ไทยจะปรับตัวได้หรือไม่ มีอินเซนทีฟเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการจัดการทุน การเงิน และกรีนไฟแนนซ์

หากไทยสามารถทำเรื่องกรีนไฟแนนซ์ที่มีดอกเบี้ยลดลงและมีดอกเบี้ยที่จูงใจ จะช่วยให้ SMEs ไทยปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องกรีนเอนเนอร์จี หากทำสิ่งเหล่านี้เป็นหลักของอาเซียนได้ สิ่งอื่นจะตามมาเอง ซึ่งถือเป็นโอกาสของไทย เพราะทั่วโลกให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน ดีคาร์บอน และโซลาร์พาวเวอร์ การผลัดใบของระบบเศรษฐกิจเข้าสู่เศรษฐกิจยั่งยืนจะเร่งตัวเร็วขึ้นพร้อมกับการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานของโลก จึงต้องฉวยโอกาสนี้ไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน

นายศุภชัยแนะว่า เมื่อมองที่โครงสร้างเศรษฐกิจ จะเห็นว่ากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Innovationism ยุคที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่กำลังเจอคือ Computing Technology ที่กินกำลังไฟมหาศาล เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคนี้แล้ว เราปรับตัวทันหรือไม่ ปัจจุบันการแข่งขันคือใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน องค์กรต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคนี้ ต้องเชื่อในการสร้างนวัตกรรม วิธีการใหม่ๆ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ มีการเข้าถึง AI ทั้งองค์กรหรือยัง หรือทำให้โรงงานที่มีอยู่ฉลาดขึ้นหรือยัง ต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไร

นายศุภชัยเน้นว่า เรารอไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่เลือกเปลี่ยนเองหรือถูกบังคับให้เปลี่ยน ผู้ที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนแล้วแต่เปลี่ยนไม่ทันก็จะล้มหายตายจาก ดังนั้นควร Proactive ทำไปเรียนรู้ไป ปรับบริษัทเป็นห้องทดลอง สร้างคนรุ่นใหม่ ล้มเล็กๆ เรียนรู้เยอะๆ ล้มเยอะๆ แต่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เหมือนสตาร์ทอัพ สมมติว่าองค์กรไม่ใหญ่ ยิ่งต้องเชื่อมโยง ห้องแล็บต้องเชื่อมโยงกับแล็บอื่น เปลี่ยนจากคู่ต่อสู้เป็นอาจารย์ เป็นครู เรียนรู้จากทุกคนเพื่อไม่ให้เป็นกบในกะลา เชื่อมโยงกันเพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งพอที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโลกและระดับภูมิภาค

ศุภชัย เจียรวนนท์
ศุภชัย เจียรวนนท์

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีการแบ่งโพลาไรเซชันเป็น 2 ฝ่าย จึงอยากโฟกัสที่ Transshipment Policy กล่าวคือ แม้จะโล่งใจที่ได้ภาษีส่งไปสหรัฐ 19% แต่ตัวที่สำคัญกว่าคือโลคัลคอนเทนต์ต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ อยากเตือนว่า Transshipment Policy อาจเป็น 40% หรือ 60% ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนคนเดียว อนาคตอาจกลายเป็น 60% ก็ได้ จึงควรดีไซน์เริ่มต้นไปเลยแบบยกระดับการแข่งขัน (Competitive)

ผ่านวิธีการบริหารยกระดับซัพพลายเชน หากไม่ทำเรื่อง ESG อีกไม่นานจะไม่มีคนซื้อ หากไม่ปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะปรับตัวไม่ทัน การขยับไปสู่กรีนซัพพลายเชนร่วมกันแบบไม่ต้องลองผิดลองถูกหรือน้อยที่สุด จะทำให้ซัพพลายเชนของภูมิภาคเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญในระยะยาว หากต้องการอยู่รอดในระยะยาวต้องยกระดับการแข่งขันและมีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งในหลายจุด จะสามารถเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น

เมื่อดูธุรกิจจะพิจารณาว่าธุรกิจไหนรอดหรือไม่รอด อันไหนมี Competitive อันไหนไม่ Fit To Long Term Trends ก็ปิด ธุรกิจไหนที่ยังอยู่ต้องสามารถ Transform สู่ New Economy นี่คือความจริงของชีวิต เทรนด์สำคัญคือไทยมีใบสมัคร BOI ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สิ่งนี้เป็น New Economic Engine ที่สามารถพึ่งพาได้อีก 10-20 ปี ในช่วง 1-2 ปีหากสามารถ Kick-In ได้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล และผลประโยชน์จะไหลไปยังภาคต่างๆ ทั้ง SMEs และ Nano SMEs เชื่อว่าเป็น 2-3 ปีที่ต้องทำ โดยมีการสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

นายธรรมศักดิ์กล่าวต่อว่า เมื่อมาถึงภาคบริษัท ต้องรู้อยู่แล้วว่าจะ Rework หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งคือจะได้ประโยชน์อะไรจาก 1.4 ล้านล้านบาทนี้ ซึ่งเป็นโอกาสมหาศาล อาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ Vibrant แม้จะมีปัญหา แต่เชื่อว่ากำลังแก้ไขไปในทิศทางที่ถูก แต่จะทำอย่างไรให้จุดประกายพลังของมนุษย์ จุดประกายการทำงานของสตาร์ทอัพ และสร้างสรรค์ความร่วมมือ หากทำสิ่งเหล่านี้ได้ เชื่อว่า New Economic Engine ของไทยที่เชื่อมโยงสู่อาเซียนและใช้ประโยชน์จาก Polarization จะเกิดขึ้นได้

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า ซัพพลายเชนและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ควรทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะอยู่รอดอย่างไร รายได้ 90% ของบริษัทอยู่ที่ต่างประเทศ และถือเป็นความโชคไม่ดีเพราะรายได้ 40% อยู่ที่อเมริกาและ 30% อยู่ในยุโรป 5 ปีที่ผ่านมาได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาแทบใช้ไม่ได้เลย ทุกวันนี้อยู่ในโลกใหม่ โลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินเฟ้อ และสงครามต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสิ่งที่จินตนาการไม่ออก ตั้งแต่โควิดคิดว่าคงไม่เจออะไรที่ยากกว่านี้ โดยเฉพาะการประกาศทาริฟของสหรัฐที่ 36% ในฐานะผู้ประกอบการต้องกลับมาคิดให้ดีว่าจะไปต่ออย่างไร เชื่อว่าหลายธุรกิจในไทยจะหายไปหากยังคงอยู่ที่ 36% ผู้ประกอบการต้องดูว่าจะรับมืออย่างไร จำเป็นต้องกลับมาทบทวนการทำงานภายใน

ในส่วนของไทยยูเนี่ยนโชคดีที่มีการปรับองค์กรอย่างมากที่สุดก่อนหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย 3 แนวคิด Simpler, Leaner และ Faster กล่าวคือทำให้องค์กรมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนให้เร็วทันโลก เพราะการฉีกกฎกติกาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน องค์กรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ธีรพงศ์ จันศิริ
ธีรพงศ์ จันศิริ

นายธีรพงศ์มองว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจ ไม่มีข้อจำกัดด้านการค้าแต่ต้องมองหาโอกาสและการตลาดใหม่ๆให้มากขึ้น ไทยยูเนี่ยนกำลังมองหาตลาดใหม่ๆ เช่น การทำเขตการค้าเสรี (FTA) ที่มากขึ้น ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ภาครัฐทำน้อยไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกส่วนหนึ่งที่ควรเข้าถึงให้ได้คือสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่

“ในแง่ขององค์กรต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างบุคลากรใหม่ๆเพื่อรองรับเทคโนโลยี รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญมาทำเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”