เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

กุนซือชี้ช่องจัดพอร์ตลงทุน กระจายเสี่ยงฝ่ามรสุมผันผวน

13 ก.ค. 2561 | 09:17น.

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดทุนทั้งที่เกิดจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจำนวนมาก และปัจจัยที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน เชื่อว่าเป็นเวลาสำคัญของนักลงทุนต่างก็ต้องปรับพอร์ตการลงทุนกันแล้ว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ไม่แน่นอน ให้บาลานซ์กับผลตอบแทนที่คาดหวัง ในมุมมองของผู้จัดการกองทุน และโบรกเกอร์ต่าง ๆ ก็มีมุมมองเป็นเคล็ด (ไม่) ลับมานำเสนอ สำหรับการลงทุนทั้งในตลาดหุ้น ตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อติดอาวุธก่อนตัดสินใจจะดูแลพอร์ตอย่างไรให้ฝ่ามรสุมช่วงนี้

เริ่มจากมุมมองของ “ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี มีความเห็นว่า การลงทุนในหุ้นกู้รายตัวที่สามารถเลี่ยงความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้ โดยหุ้นกู้ระยะสั้นแนะนำ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ออกหุ้นกู้เยอะ และออกขายอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่หุ้นกู้ระยะยาวจะต้องเป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ได้แก่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย บมจ.ปตท. กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มสื่อสาร ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ออกหุ้นกู้ไม่บ่อย โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ บริษัทเหล่านี้สามารถสร้างกำไรได้เองมาก จึงออกหุ้นกู้กันน้อยลง

“การลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ควรลงทุนเกิน 30-40% ของสินทรัพย์การลงทุน และมองว่าการดูเครดิตเรตติ้งอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ควรจะมองว่าตราสารหนี้มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ที่จะสามารถทำให้การลงทุนได้รับผลกระทบจากการสูญเสียน้อยลง” นายวินกล่าว

ในขณะที่นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ โดย “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ว่า ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ผู้จัดการกองทุนจะมีเทคนิคต่าง ๆ เช่น ลดการถือครองตราสารหนี้ระยะยาวที่จะมีความผันผวนสูง และมาถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนตราสารหนี้ควรถือจนครบระยะเวลาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่กำหนด

“ถ้าระยะเวลาของตราสารหนี้ยาวจะได้ผลตอบแทนสูง แต่จะมีความผันผวนมากขึ้น ในขณะที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นจะเหมาะกับการจัดการด้านสภาพคล่อง” นายวศินกล่าว

ด้านตลาดหุ้นไทย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยืนยันว่าขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะตลาดหมี หรือ bear market เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ดัชนีปรับตัวลดลงราว 10% จากระดับ 1,830 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,590 จุด ขณะที่สถิติการเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ดัชนีจะต้องปรับลงมามากกว่า 20% ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงการลงทุนของภาครัฐและเอกชน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ควรลงทุนด้วยความระมัดระวังในทั้งหุ้น mid cap/small cap ที่มีค่า P/E (อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ) ระดับสูงจนเกินไป โดยหุ้นที่ควรให้ความสำคัญคือหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจในประเทศมีโอกาสเติบโตดี ควรหลีกเลี่ยงปัญหาการส่งออกที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้า ได้แก่ หุ้นค้าปลีก (กำลังซื้อสูงขึ้น) และธนาคารพาณิชย์ (ราคาลงมาสะท้อนไปพอสมควรแล้ว ถึงแม้ว่าจะถูกดิสรัปชั่นจากกระแส FinTech แต่กลุ่มแบงก์เลือกเข้าไปลงทุนในฟินเทคค่อนข้างมาก ยังมีโอกาสทำกำไรได้ค่อนข้างสูง)

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยออกไปแล้วกว่า 1.8 แสนล้านบาท แต่ยังไม่กระทบสัดส่วนการถือครองที่อยู่ 30% เพราะต่างชาติเทขายส่วนที่เป็นกำไร พร้อมแนะนำให้กระจายการลงทุน โดยเพิ่มโอกาสการลงทุนในหุ้นประเภท defensive stock (หุ้นที่ไม่ค่อยผันผวนง่าย) เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน และควรถือ “เงินสด” ไว้พร้อมลงทุนด้วย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน นักลงทุนควรประเมินพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยแนะนำหุ้นที่มีการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพวัดจากตัวเลขจีดีพีที่เติบโตสูงเฉลี่ยที่ 7-8% ซึ่งสะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ นักลงทุนควรเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ โดยหากดูการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งตลาดจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 3.1% รวมถึงหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม well-being index หรือหุ้น world class อาทิ AOT BDMS

ส่วน บลจ.บัวหลวง “นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารค่ายนี้ ได้เสนอทางเลือกลงทุนที่มีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (property fund) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-6% ต่อปี และสามารถลงทุนได้ทุกกลุ่ม เหมาะกับนักลงทุนที่ชอบปันผล โดยสิ่งที่ต้องพิจารณา ได้แก่ อัตราผลตอบแทนของโครงการ (IRR), การจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องหรือไม่, มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV), สภาพคล่อง, outlook และคุณภาพสินทรัพย์ พร้อมแนะนำว่าสถานการณ์ตอนนี้ถ้าได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 4-6% ก็ควรจะทยอยซื้อ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังอย่างใกล้ชิด “ดร.ยรรยง ไทยเจริญ” รองผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะนักลงทุนมีความกังวลต่อมาตรการกีดกันทางการค้าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากช่วงเดือน พ.ย.นี้เป็นช่วงการหาเสียงของประธานาธิบดี “ทรัมป์” และอีกปัจจัยที่เป็นเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ ส่งผลต่อนักลงทุนส่วนใหญ่ถอนเงินทุนออกจากหุ้นในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย เพื่อลดความเสี่ยง

“ความผันผวนในตลาดเงินเพิ่มสูงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยจากผลกระทบของปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักที่ตึงตัวมากขึ้น การกลับมาแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และความกังวลต่อความเสี่ยงสงครามการค้า แต่อีไอซีมองว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังคงแข็งแรงซึ่งจะช่วยเป็นกันชนที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนทางการเงินที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีได้โดยเราคาดว่าเศรษฐกิจครึ่งหลังปีนี้น่าจะโตเพียง 4.2 %ซึ่งต่ำกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีความเสี่ยงมากกว่า” นายยรรยงกล่าว

ส่วนภาพทั้งปี อีไอซีก็ยังมองเศรษฐกิจในมุมมองบวก โดยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย ขยายตัว 4.3% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 4% ซึ่งเป็นผลมาจากทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จีดีพีขยายตัวได้ดีถึง 4.4% มีการกระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยมีแรงส่งจากทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว ที่ส่งผลต่อความต้องการบริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว ทำให้เกิดการบริโภคและการลงทุนตามมา ทำให้ประเมินการเติบโตของภาคส่งออกปีนี้โต 8.5% และการท่องเที่ยวโตสูงถึง 13% โดยคาดว่าภาคบริโภคขยายตัว 3.5% และการลงทุนเอกชนโต 3.5% ส่วนภาครัฐการลงทุนอยู่ที่ 10.7%

มุมมองที่หลากหลายของคนในวงการตลาดทุน เป็นการจับทิศการลงทุนและการรับมือในช่วงนี้