กนง.ยันความเสี่ยง ‘ภาวะเงินฝืด’ ยังต่ำ จับตาภาคการผลิตฉุดจีดีพีครึ่งหลังโตไม่ถึง 2%
สักกะภพ พันธ์ยานุกูล
กนง.เผยคณะกรรมการถกเรื่องเงินเฟ้อเยอะ หลังปรับตัวเลขเงินเฟ้อมีนัยสำคัญ ยันความเสี่ยงภาวะ “เงินฝืด” อยู่ในระดับต่ำ หลังราคาสินค้า-บริการปรับลดลงไม่วงกว้าง แต่ติดตามใกล้ชิด มั่นใจปี’70 เงินเฟ้อเข้ากรอบ ย้ำจีดีพีไตรมาส 3-4 โตไม่ถึง 2% เหตุภาคการผลิตชะลอจากปิดโรงงานซ่อมบำรุง-ส่งออกชะลอตัว ด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องปี’69
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5/2568 ประเด็นที่คณะกรรมการมีการพูดคุยกันค่อนข้างมาก คือ อัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมีการปรับประมาณการค่อนข้างเยอะและมีนัยสำคัญ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 ปรับจาก 0.5% เหลือ 0.0% และในปี 2569 จาก 0.8% เหลือ 0.5% และในปี 2570 อยู่ที่ 1% เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ภายในต้นปี 2570 ซึ่งตัวถ่วงเงินเฟ้ออยู่ที่พลังงานและอาหารสด
ยันความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ยังต่ำ
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ปัจจุบันความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 1.อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นปัจจัยกำลังซื้ออยู่ในระดับทรงตัว โดยในปี 2568 และ 2569 อยู่ที่ 0.9% และในปี 2570 อยู่ที่ 1% ซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แรงกดดันอุปสงค์ชะลอตัวลงบ้าง และ 2.จำนวนสินค้าและบริการในตระกร้าเงินเฟ้อ หากดูสินค้าที่ราคาปรับลดลง จะอยู่ที่ประมาณ 30-40% ใกล้เคียงกับอดีต สะท้อนว่าไม่ได้ปรับราคาวงกว้าง
และ 3.ความเสี่ยงเงินเฟ้อคาดการณ์ภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้ง 5 ปี และ 10 ปี จากผลสำรวจนักวิเคราะห์และผลตอบแทนพันธบัตรยังยึดเหนี่ยว ซึ่งความเสี่ยงเงินฝืดยังไม่เห็น แต่ต้องติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป
“การเกิดภาวะเงินฝืด มีความแตกต่างจากความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าเงินไม่คล่องตัว ซึ่งหากคุยเรื่องเงินฝืดจะต้องเห็นราคาสินค้าและบริการปรับลดลงและกระจายตัวในวงกว้าง รวมถึงเงินเฟ้อระยะยาวปรับลดลง ซึ่งเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นตัวสะท้อน หากเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงเร็วและแรงกว่าคาดการณ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการชะลอตัวการซื้อสินค้า เพื่อรอให้ราคาสินค้าลดลงอีก ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่เห้นภาพดังกล่าว และตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นการปรับขึ้นของราคาสินค้าบางส่วน ดังนั้น คณะกรรมการได้ให้ฝ่ายเลขาฯ ติดตามตัวชี้วัดที่สะท้อนตัวค่าครองชีพได้”
ชี้ภาคผลิต-ส่งออก กดจีดีพี Q3-Q4/68 โตไม่ถึง 2%
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในรอบการประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมา โดยคาดจีดีพีในปี 2568 ขยายตัวได้ 2.2% จาก 2.3% และในปี 2569 ขยายตัว 1.6% จาก 1.7% โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัว 3% ถือว่าค่อนข้างดี และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวลงชัดเจน ซึ่งในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัวต่ำกว่า 2% ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ขยายตัวเฉลี่ย 2.2%
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 3/2568 เริ่มเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวจากการส่งออกที่มีผลจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) หลังจากการส่งออกเร่งตัวในช่วงไตรมาสที่ 1-2/2568 รวมถึงภาคการผลิต (MPI) ปรับลดลงชัดเจน มาจากการหยุดการผลิตยานยนต์ เนื่องจากมีการควบรวมโรงงาน และโรงกลั่นปิโตรเลียมปิดซ่อมบำรุงชั่วคราว ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3/2568 และประเด็นที่ต้องติดตามต่อว่าจะมีการปิดโรงงานนานกว่า และจำนวนมากกว่าที่ประเมินไว้หรือไม่
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จะเห็นการทยอยฟื้นตัวหากเทียบแบบเดือนต่อเดือน โดยในปี 2568 คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 33 ล้านคน จาก 35 ล้านคน และในปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน จาก 38 ล้านคน ซึ่งไม่ได้กลับไปอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ที่อยู่ 40 ล้านคน โดยมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4 ล้านคน ต่ำกว่าช่วงโควิด-19 ที่ลดลงราว 10 ล้านคน
“เศรษฐกิจไตรมาสที่ 3/68 เศรษฐกิจชะลอตัวมาจากภาคการผลิตเป็นสำคัญ โดยภาคการส่งออกในปีนี้ขยายตัว 10% และปี’69 ขยายตัวเล็กน้อย แต่จากฐานที่สูงส่งผลให้การส่งออก -1% จากช่วงครึ่งแรกของปี’68 การส่งออกขยายตัว 15% และเดือน ส.ค.โต 13% ดังนั้น ปี’68 การส่งออกโต 10% เป็นไปได้ โดยเราเห็นการส่งออกไปสหรัฐฯ และไม่ใช่สหรัฐ ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดี รวมถึงต้องติดตามผลจาก Tariffs ที่จะ kick In เพราะที่ผ่านมาเรายังเห็นผลไม่ชัดนัก”
นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อถึงปี’69
ส่วนนโยบายการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นตรงกันว่าควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายถึงปี 2569 โดยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับ 1.50% เมื่อเทียบกับต่างประเทศ 30 ประเทศ จะเห็นว่าไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นอันดับที่ 3 รองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น โดยการส่งผ่านนโยบายการเงินในช่วงการปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงรอการส่งผ่านดอกเบี้ยอีก ซึ่งใช้เวลา 1 ปีในการส่งผ่าน จึงต้องรอดูผลดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในการลดดอกเบี้ย 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการส่งผ่านอยู่ที่ 57% ใกล้เคียงทั้งในส่วนของอัตราดอกเบี้ยรายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MRR) โดยการปรับลดในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่จะลดมากกว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากมีความเสี่ยงทางด้านเครดิต จึงจำเป็นต้องหนุนให้เอสเอ็มอีปรับตัว
“เรามองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี’68 จะแผ่วลงชัดเจน ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 2, 3 และ 4 โดยหากดู Outlook ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ส่วนจะปรับดอกเบี้ยลงเมื่อไรนั้น ก็ต้องเห็นเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญ หรือภาวการณ์เงินตึงตัวกว่าคาด แต่จะเห็นว่าเราเห็นเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง จึงมีการปรับดอกเบี้ยลง 0.25% ในครั้งก่อน เพื่อรองรับ แต่การรักษา Policy Space เป็นเรื่องสำคัญ เพราะดอกเบี้ยเราอยู่ในระดับไม่มากนัก หากเราเจอ Shock รุนแรง เราก็คงอยากมี Policy Space ดีกว่าไม่มี เพราะยังมีอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่มีความไม่แน่นอที่อาจจะเกิดขึ้น”
ติดตามสินเชื่อ SMEs กระทบลามจ้างงาน-ลงทุน
ภาพรวมภาวการณ์เงินจะเห็นว่า สินเชื่อหดตัวติดลบอ่อน ๆ มาแล้ว 3-4 ไตรมาส แต่เริ่มเห็นสัญญาณการติดลบเริ่มทรงตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่เห็นการชำระหนี้คืนสูงกว่าปกติ สะท้อนความต้องการสินเชื่อที่มีไม่เยอะ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวสูงกว่ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขัน และความเสี่ยงทางด้านเครดิต จึงกระทบภาวะสินเชื่อ ซึ่งจะต้องติดตามกระทบไปสู่การจ้างงาน หรือความต้องการลงทุน
โดยแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ได้แตกต่างจากเดิม และเริ่มเห็นสัญญาณทรงตัว และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ทรงตัว รวมถึงการไหลของตัวเลข SM ไปสู่ NPL ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ยอมรับว่าในกลุ่มเอสเอ็มอียังคงปรับเพิ่มขึ้น จึงต้องติดตามว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อทั้งในแง่การจ้างงานและการลงทุนเงินบาทแข็งกระทบรายรับธุรกิจที่มาร์จิ้นน้อย
นายสักกะภพกล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน แข็งค่าขึ้น 5.2% ขณะที่ ดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่าขึ้น 0.6% อย่างไรก็ดี เงินบาทแข็งค่า 5.2% เทียบดอลลาร์อ่อนค่า 10% ซึ่งเงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออกและธุรกิจเอสเอ็มอี
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีส่วนต่างอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ค่อนข้างน้อย เช่น กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ อาทิ เกษตรแปรรูป สิ่งทอ เป็นเต้น จะเห็นว่าธุรกิจเอสเอ็มอีสัดส่วนกว่า 80% ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ทำให้รายรับกระทบจากค่าเงินบาท