เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
News ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
“แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
Business “แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
Automotive โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
Politics ‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
Finance ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
Finance รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
Finance KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
Business ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
ทีมพัฒนาประกันสังคม เขย่าบอร์ด “ดร.ทองอยู่” กาง 4 พิมพ์เขียว บริหารกองทุน 2.5 ล้านล้าน
Politics ทีมพัฒนาประกันสังคม เขย่าบอร์ด “ดร.ทองอยู่” กาง 4 พิมพ์เขียว บริหารกองทุน 2.5 ล้านล้าน
ดูทั้งหมด

กนง.ยันความเสี่ยง ‘ภาวะเงินฝืด’ ยังต่ำ จับตาภาคการผลิตฉุดจีดีพีครึ่งหลังโตไม่ถึง 2%

08 ต.ค. 2568 | 17:40น.
สักกะภพ พันธ์ยานุกูล

สักกะภพ พันธ์ยานุกูล

กนง.เผยคณะกรรมการถกเรื่องเงินเฟ้อเยอะ หลังปรับตัวเลขเงินเฟ้อมีนัยสำคัญ ยันความเสี่ยงภาวะ “เงินฝืด” อยู่ในระดับต่ำ หลังราคาสินค้า-บริการปรับลดลงไม่วงกว้าง แต่ติดตามใกล้ชิด มั่นใจปี’70 เงินเฟ้อเข้ากรอบ ย้ำจีดีพีไตรมาส 3-4 โตไม่ถึง 2% เหตุภาคการผลิตชะลอจากปิดโรงงานซ่อมบำรุง-ส่งออกชะลอตัว ด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องปี’69

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5/2568 ประเด็นที่คณะกรรมการมีการพูดคุยกันค่อนข้างมาก คือ อัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมีการปรับประมาณการค่อนข้างเยอะและมีนัยสำคัญ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 ปรับจาก 0.5% เหลือ 0.0% และในปี 2569 จาก 0.8% เหลือ 0.5% และในปี 2570 อยู่ที่ 1% เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ภายในต้นปี 2570 ซึ่งตัวถ่วงเงินเฟ้ออยู่ที่พลังงานและอาหารสด

ยันความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ยังต่ำ

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ปัจจุบันความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 1.อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นปัจจัยกำลังซื้ออยู่ในระดับทรงตัว โดยในปี 2568 และ 2569 อยู่ที่ 0.9% และในปี 2570 อยู่ที่ 1% ซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แรงกดดันอุปสงค์ชะลอตัวลงบ้าง และ 2.จำนวนสินค้าและบริการในตระกร้าเงินเฟ้อ หากดูสินค้าที่ราคาปรับลดลง จะอยู่ที่ประมาณ 30-40% ใกล้เคียงกับอดีต สะท้อนว่าไม่ได้ปรับราคาวงกว้าง

และ 3.ความเสี่ยงเงินเฟ้อคาดการณ์ภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้ง 5 ปี และ 10 ปี จากผลสำรวจนักวิเคราะห์และผลตอบแทนพันธบัตรยังยึดเหนี่ยว ซึ่งความเสี่ยงเงินฝืดยังไม่เห็น แต่ต้องติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป

“การเกิดภาวะเงินฝืด มีความแตกต่างจากความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าเงินไม่คล่องตัว ซึ่งหากคุยเรื่องเงินฝืดจะต้องเห็นราคาสินค้าและบริการปรับลดลงและกระจายตัวในวงกว้าง รวมถึงเงินเฟ้อระยะยาวปรับลดลง ซึ่งเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นตัวสะท้อน หากเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงเร็วและแรงกว่าคาดการณ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการชะลอตัวการซื้อสินค้า เพื่อรอให้ราคาสินค้าลดลงอีก ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่เห้นภาพดังกล่าว และตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นการปรับขึ้นของราคาสินค้าบางส่วน ดังนั้น คณะกรรมการได้ให้ฝ่ายเลขาฯ ติดตามตัวชี้วัดที่สะท้อนตัวค่าครองชีพได้”

ชี้ภาคผลิต-ส่งออก กดจีดีพี Q3-Q4/68 โตไม่ถึง 2%

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในรอบการประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมา โดยคาดจีดีพีในปี 2568 ขยายตัวได้ 2.2% จาก 2.3% และในปี 2569 ขยายตัว 1.6% จาก 1.7% โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัว 3% ถือว่าค่อนข้างดี และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวลงชัดเจน ซึ่งในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัวต่ำกว่า 2% ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ขยายตัวเฉลี่ย 2.2%

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 3/2568 เริ่มเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวจากการส่งออกที่มีผลจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) หลังจากการส่งออกเร่งตัวในช่วงไตรมาสที่ 1-2/2568 รวมถึงภาคการผลิต (MPI) ปรับลดลงชัดเจน มาจากการหยุดการผลิตยานยนต์ เนื่องจากมีการควบรวมโรงงาน และโรงกลั่นปิโตรเลียมปิดซ่อมบำรุงชั่วคราว ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3/2568 และประเด็นที่ต้องติดตามต่อว่าจะมีการปิดโรงงานนานกว่า และจำนวนมากกว่าที่ประเมินไว้หรือไม่

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จะเห็นการทยอยฟื้นตัวหากเทียบแบบเดือนต่อเดือน โดยในปี 2568 คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 33 ล้านคน จาก 35 ล้านคน และในปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน จาก 38 ล้านคน ซึ่งไม่ได้กลับไปอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ที่อยู่ 40 ล้านคน โดยมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4 ล้านคน ต่ำกว่าช่วงโควิด-19 ที่ลดลงราว 10 ล้านคน

“เศรษฐกิจไตรมาสที่ 3/68 เศรษฐกิจชะลอตัวมาจากภาคการผลิตเป็นสำคัญ โดยภาคการส่งออกในปีนี้ขยายตัว 10% และปี’69 ขยายตัวเล็กน้อย แต่จากฐานที่สูงส่งผลให้การส่งออก -1% จากช่วงครึ่งแรกของปี’68 การส่งออกขยายตัว 15% และเดือน ส.ค.โต 13% ดังนั้น ปี’68 การส่งออกโต 10% เป็นไปได้ โดยเราเห็นการส่งออกไปสหรัฐฯ และไม่ใช่สหรัฐ ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดี รวมถึงต้องติดตามผลจาก Tariffs ที่จะ kick In เพราะที่ผ่านมาเรายังเห็นผลไม่ชัดนัก”

นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อถึงปี’69

ส่วนนโยบายการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นตรงกันว่าควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายถึงปี 2569 โดยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับ 1.50% เมื่อเทียบกับต่างประเทศ 30 ประเทศ จะเห็นว่าไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นอันดับที่ 3 รองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น โดยการส่งผ่านนโยบายการเงินในช่วงการปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงรอการส่งผ่านดอกเบี้ยอีก ซึ่งใช้เวลา 1 ปีในการส่งผ่าน จึงต้องรอดูผลดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในการลดดอกเบี้ย 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการส่งผ่านอยู่ที่ 57% ใกล้เคียงทั้งในส่วนของอัตราดอกเบี้ยรายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MRR) โดยการปรับลดในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่จะลดมากกว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากมีความเสี่ยงทางด้านเครดิต จึงจำเป็นต้องหนุนให้เอสเอ็มอีปรับตัว

“เรามองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี’68 จะแผ่วลงชัดเจน ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 2, 3 และ 4 โดยหากดู Outlook ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ส่วนจะปรับดอกเบี้ยลงเมื่อไรนั้น ก็ต้องเห็นเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญ หรือภาวการณ์เงินตึงตัวกว่าคาด แต่จะเห็นว่าเราเห็นเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง จึงมีการปรับดอกเบี้ยลง 0.25% ในครั้งก่อน เพื่อรองรับ แต่การรักษา Policy Space เป็นเรื่องสำคัญ เพราะดอกเบี้ยเราอยู่ในระดับไม่มากนัก หากเราเจอ Shock รุนแรง เราก็คงอยากมี Policy Space ดีกว่าไม่มี เพราะยังมีอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่มีความไม่แน่นอที่อาจจะเกิดขึ้น”

ติดตามสินเชื่อ SMEs กระทบลามจ้างงาน-ลงทุน

ภาพรวมภาวการณ์เงินจะเห็นว่า สินเชื่อหดตัวติดลบอ่อน ๆ มาแล้ว 3-4 ไตรมาส แต่เริ่มเห็นสัญญาณการติดลบเริ่มทรงตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่เห็นการชำระหนี้คืนสูงกว่าปกติ สะท้อนความต้องการสินเชื่อที่มีไม่เยอะ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวสูงกว่ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขัน และความเสี่ยงทางด้านเครดิต จึงกระทบภาวะสินเชื่อ ซึ่งจะต้องติดตามกระทบไปสู่การจ้างงาน หรือความต้องการลงทุน

โดยแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ได้แตกต่างจากเดิม และเริ่มเห็นสัญญาณทรงตัว และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ทรงตัว รวมถึงการไหลของตัวเลข SM ไปสู่ NPL ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ยอมรับว่าในกลุ่มเอสเอ็มอียังคงปรับเพิ่มขึ้น จึงต้องติดตามว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อทั้งในแง่การจ้างงานและการลงทุนเงินบาทแข็งกระทบรายรับธุรกิจที่มาร์จิ้นน้อย

นายสักกะภพกล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน แข็งค่าขึ้น 5.2% ขณะที่ ดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่าขึ้น 0.6% อย่างไรก็ดี เงินบาทแข็งค่า 5.2% เทียบดอลลาร์อ่อนค่า 10% ซึ่งเงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออกและธุรกิจเอสเอ็มอี

โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีส่วนต่างอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ค่อนข้างน้อย เช่น กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ อาทิ เกษตรแปรรูป สิ่งทอ เป็นเต้น จะเห็นว่าธุรกิจเอสเอ็มอีสัดส่วนกว่า 80% ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ทำให้รายรับกระทบจากค่าเงินบาท