Skip to content

เจาะนโยบายพลังงาน ภารกิจ 4 เดือน Quick Big Win

13 ต.ค. 2568 | 08:11น.
เจาะนโยบายพลังงาน ภารกิจ 4 เดือน Quick Big Win

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้ให้ความเห็นกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” แถลงนโยบายการทำงานในช่วงเวลา 4 เดือนว่า มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าโครงการด้านพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลัง ที่ว่าด้วย Quick Big Win ประกอบด้วย

1.โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่สร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน ประกอบด้วย

-โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 300 ชุมชน 15,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ โดยจะเปิดให้ชุมชนเสนอพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินการต่อไป

โครงการนี้หากฟังดูแบบผิวเผิน จะเป็นโครงการที่น่าสนใจว่า ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และขายไฟฟ้าที่เหลือได้อีก แต่หลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนจะทำอย่างไร พื้นที่โครงการเป็นของชุมชน ราชการ หรือเอกชน ชุมชนที่มีอยู่เกือบทั้งหมดทั่วประเทศมีไฟฟ้าใช้แล้ว ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาและทำเป็นระบบโครงข่ายเล็ก ๆ (Small Grid) มีการซื้อขายในชุมชน ไฟฟ้าเหลือจึงขายใช่ไหม อัตราไฟฟ้าที่จะขายเข้าระบบของการไฟฟ้าควรเป็นเท่าไรที่เหมาะสม ไม่สร้างภาระค่าไฟให้แก่ชุมชนที่ไม่ได้ทำโครงการนี้ หากกำหนดหลักเกณฑ์ไม่ดี จะเป็นการให้โควตาแก่เอกชนในการผลิตไฟฟ้าขายไฟให้กับการไฟฟ้า ประชาชนได้อะไร มิใช่เป็นโซลาร์ภาคประชาชน

-มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือน ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 90,000 ครัวเรือน

มาตรการนี้เป็นมาตรการเดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนที่แล้ว ซึ่งได้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านการพิจารณาของ ครม.ไปแล้ว แต่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีข้อท้วงติงและส่งกลับมายัง ครม. ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีร่าง พ.ร.บ.ใหม่ เนื่องจากระเบียบและกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สามารถดำเนินการได้ และเร็วกว่ามี พ.ร.บ.ใหม่อีกด้วย

-โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เป้าหมาย 1,200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานเคยทำโครงการนี้มาแล้ว โดยใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการแล้ว

-เร่งดำเนินโครงการการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิตรวมกว่า 1,638 เมกะวัตต์

วีระพล จิรประดิษฐกุล
วีระพล จิรประดิษฐกุล

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

-Direct PPA จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ไฟโดยตรง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นไปยังกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นหลัก

เรื่องนี้รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้อนุมัติหลักการไปแล้ว แต่ยังติดประเด็นสำคัญที่ยังต้องรอการพิจารณากำหนดหลักเกณท์ และอัตราค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ก่อนการซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงได้

-พัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออกด้วยการพัฒนาระบบการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี (EEC)

-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการจัดสรรเงินกองทุนของกระทรวงพลังงานขาดช่วงมา 2 ปี คือ ปี 2566-2567 และก็ยังไม่ได้รับการจัดสรรจนกระทั่งบัดนี้ ดังนั้น จึงควรเร่งรัดการจัดสรรเงินส่วนนี้ ซึ่งในปีหนึ่ง ๆ มีงบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท งบประมาณส่วนนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

3.เดินหน้าพลังงานสะอาดความยั่งยืนระยะยาว ผลักดันก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 ในโครงการโซลาร์ประชาชน จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 3.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ให้เสร็จภายใน 4 เดือน

การจัดทำแผน PDP ล่าช้ากว่า 2 ปีกว่าแล้ว ทำให้ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลและสมมุติฐานหลาย ๆ อย่างให้เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะจะต้องมีการปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ให้เสร็จก่อน แล้วถึงนำข้อมูลของทั้งสองแผนมาใส่ในแผน PDP ต่อไป เสร็จแล้วจะต้องเอาข้อมูลจากแผน PDP ไปจัดทำแผนพัฒนาก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อนึ่ง การปรับแผน PDP ครั้งนี้จะต้องปรับครั้งใหญ่ โดยต้องปรับแผน Net Zero จากภายในปี 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 หรือสั้นลงถึง 15 ปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายของรัฐบาลใหม่นี้

4.อีกโครงการหนึ่งที่เป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ 4 เดือนที่ทางรัฐมนตรีตั้งใจจะนับ 1 ให้ได้ เป็นโครงการพัฒนาและดักจับเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอ่าวไทย ศักยภาพกักเก็บกว่า 7,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นโครงการใหญ่ลงทุนหลักแสนล้านใช้เวลานาน 10 ปี ตอนนี้ไทยได้ร่วมกับญี่ปุ่น สำรวจพื้นที่กักเก็บใต้ทะเล แต่การเอาเรือไปสำรวจยังไม่ได้มีกฎเกณฑ์เข้ามารองรับ

นอกจากนี้ ยังมีงานที่สำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องเร่งดำเนินงาน คือ การบริหารจัดการหนี้จากการตรึงราคาพลังงาน ประกอบด้วยหนี้จากการตรึงค่าไฟยังเหลืออยู่ประมาณ 81,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไว้ 66,000 ล้านบาท และหนี้ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงไว้ 15,000 ล้านบาท หนี้เหล่านี้ต้องพิจารณาทยอยคืนในค่าไฟฟ้างวดถัดไปในปีหน้า

อีกส่วนหนึ่งคือ การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนมากจนเกินไป โดยต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนการบริหารจัดการในทุกมิติของกองทุนน้ำมันฯให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันยังเหลือหนี้อยู่ 33,054 ล้านบาท

ซึ่งในเดือนตุลาคมจะต้องจ่ายหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดในปี 2571 และหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ยังคงมีสถานะติดลบอยู่กว่า 17,838 ล้านบาท ถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลก และปัจจัยต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2568 คาดว่าฐานะกองทุนจะกลับมาเป็นบวกได้ภายในปลายปีนี้

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า เรื่องเร่งด่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องรีบดำเนินการเพื่อให้งานเดินไปได้ ในลำดับแรกภายในเดือนตุลาคมนี้ คือ การแต่งตั้งผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งยังไม่ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.สกนช.) ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ (กบน.) ให้ความเห็นชอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่ง 4 ใน 7 คนได้พ้นจากตำแหน่งไปนานกว่า 1 ปีแล้ว และสุดท้าย การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อีก 4 ท่าน โดยเร็วเช่นกัน