Skip to content

ทั่วโลกกลัวตกรถ ‘ทองขาขึ้น’ แห่ลงทุน-ราคาผันผวนระยะยาวพุ่งต่อ

11 ต.ค. 2568 | 07:15น.
ทั่วโลกกลัวตกรถ ‘ทองขาขึ้น’ แห่ลงทุน-ราคาผันผวนระยะยาวพุ่งต่อ

ทองคำราคาพุ่งแรงเกินต้าน แรงซื้อจากธนาคารกลางจีนและกองทุน ETF เพิ่มต่อเนื่อง “โกลด์แมน แซคส์” ขยับเป้าราคาใหม่ 4,900 เหรียญต่อออนซ์ สิ้นปี’69 ผลจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและดอลลาร์อ่อนหนีเข้าทองคำ “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ปัจจัยพื้นฐานยังหนุนระยะยาว “ราคาทอง” ไปต่อ แต่ระยะสั้นร้อนแรงเกินมีโอกาสปรับฐาน ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเกิดกระแส “กลัวตกรถทองคำ” หลังให้ผลตอบแทนพุ่งสูงสุดรอบ 46 ปี นักลงทุนหน้าใหม่เกิดเพียบ “แม่ทองสุก” มองทองระยะยาวยังเป็นขาขึ้น เป้าหมายสิ้นปีนี้ 4,300 ดอลลาร์ ทองแท่ง 65,000 บาท “อินเตอร์โกลด์” ชี้ทองคำ All Time High เตือนจับตาฟองสบู่เสี่ยงปรับฐานแรงระยะสั้น

เศรษฐกิจโลกเสี่ยงแห่เข้า “ทอง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับเป้าราคาทองคำปี 2026 ขึ้นจาก 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็น 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังจากมีแรงซื้อทองจากกองทุน ETF ฝั่งตะวันตก และธนาคารกลางต่าง ๆ เข้าซื้อทองเพิ่มต่อเนื่อง

โดยนับตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม ราคาทองคำพุ่งกว่า 17% ซึ่งทาง Goldman Sachs มองว่ามาจาก “การซื้อจริง ไม่ใช่เก็งกำไร” โดยแรงซื้อหลักมาจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน รวมทั้งกองทุนทองคำฝั่งตะวันตก (ETF) ที่กลับมาเห็น “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังเฟดลดดอกเบี้ยและยังคาดการณ์ Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 100 bps ภายในกลางปี 2026 ทำให้เงินไหลกลับจากพันธบัตรเข้าสู่ทองคำ

ขณะที่นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการของ IMF ออกคำเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก โดยอ้างอิงถึง “ทองคำ” ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ สะท้อนความวิตกกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ผลตอบแทนสูงสุดรอบ 46 ปี

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยราคาทองโลกทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4,058 ดอลลาร์ ในวันที่ 8 ต.ค. ส่วนราคาทองไทย ทองแท่งขายออกของสมาคมค้าทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 62,350 บาท เพิ่มขึ้น 19,800 บาท หรือ 47% ส่วนทองโลกให้ผลตอบแทนสูงถึง 54% ซึ่งเป็นผลตอบแทนรายปีสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522

ภาพรวมแนวโน้มของราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น การปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา (10 ต.ค.) มองว่าเป็นแรงเทขายทางเทคนิค ซึ่งหมายถึงภาวะ Overbought อย่างมาก อีกทั้งความกังวลสงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาสเริ่มเบาลง

“ความร้อนแรงของทองคำระยะสั้นก็มีโอกาสลดลงได้ และอาจมองว่าเป็นการปรับฐานรอบใหม่ โดยมีแนวรับระยะสั้นที่ 3,900-3,915 ดอลลาร์ (สมมุติฐานเงินบาท 33 บาทต่อดอลลาร์) ราคาทองไทยประมาณบาทละ 61,000-61,100 บาท”

อย่างไรก็ดี ฮั่วเซ่งเฮงปรับเพิ่มเป้าหมายของราคาทองคำใหม่ โดยช่วง 4 เดือนหลังของปีนี้ มองเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดขึ้นอีก 900 ดอลลาร์ เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์ จากเดิม 3,930 ดอลลาร์ ในสิ้นปี 2568 หรือไตรมาส 1 ของปี 2569 ส่วนราคาทองไทยคาดอยู่ในช่วง 65,000-66,000 บาท (สมมุติฐานค่าเงิน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์)

กระแส “กลัวตกรถ” ทองคำ

นายธนรัชต์กล่าวว่า ในมุมพฤติกรรมผู้ลงทุน ปี 2568 นี้พฤติกรรมของนักลงทุนทองคำทั่วโลก โดยเฉพาะกองทุน ETF เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การชัตดาวน์ของสหรัฐ ปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยเฟด และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) กลัวตกรถทองคำ จนทองกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ต้องมี”

“กระแสความต้องการนี้สะท้อนผ่านฟันด์โฟลว์ที่ไหลกลับเข้าสู่ ETF ทองคำแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากไหลออกต่อเนื่องมานาน 4 ปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเม็ดเงินไหลเข้า รวม 618.8 ตัน ทำให้สิ้นเดือน ก.ย. กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวม 3,838 ตัน ใกล้ระดับสูงสุดประวัติการณ์ปี 2020 ที่ 3,929 ตัน”

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า ในไตรมาส 4 จะยังมีแรงซื้อไหลเข้าต่อเนื่อง อาจดันการถือครองทองของ ETF ทั่วโลกแตะระดับ 4,000 ตัน หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุน ที่เพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ตมากที่สุดในรอบหลายปี

นายธนรัชต์กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ทองคำ” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์โดดเด่นที่สุดในปีนี้ ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งส่งผลให้มี “นักลงทุนหน้าใหม่” เข้ามาในตลาดทองคำจำนวนมาก และจำนวนไม่น้อยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจาก “ผู้เริ่มต้นในตลาดทองคำ” ไปสู่ “นักลงทุนทองคำเต็มตัว” เนื่องจากสามารถลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดสามารถซื้อขายได้สะดวก ไม่ต้องเดินทางหรือต่อคิวที่ร้าน

ปรับฐาน-ไม่สร้างฟองสบู่ลูกใหม่

นายธนรัชต์กล่าวด้วยว่า นักลงทุนหลายคนเริ่มกังวลว่าราคาทองคำที่พุ่งขึ้นแรงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2568 อาจกำลังสร้าง “ฟองสบู่ใหม่” ที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรในตลาดระยะสั้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและสภาพตลาดในภาพรวม พบว่าทองคำยังมีแรงหนุนสำคัญหลายประการที่ช่วยประคองแนวโน้มให้บวกในระยะกลาง-ยาว

“ภาพรวมระยะกลางถึงยาว ทองคำยังได้แรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ทั้งการถือครองของธนาคารกลาง ความอ่อนค่าของดอลลาร์ และภาวะดอกเบี้ยขาลง ทำให้การปรับฐานรอบนี้มีโอกาสเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสะสม มากกว่าที่จะเป็นการสร้างฟองสบู่ลูกใหม่อย่างถาวร นอกจากนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน”

ทองพุ่งแรง “ทอล์กออฟเดอะทาวน์”

นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ทำสถิติ “All Time High” แทบทุกวัน เห็นราคาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนลืมไปแล้วว่า ต้นปี 2568 ราคาทองอยู่เพียงบาทละราว 42,000 บาท ขณะที่ล่าสุดทะลุ 60,000 บาทไปแล้ว โดยทองโลกเพิ่มขึ้นกว่า 50% และทองไทยเพิ่มขึ้นราว 40%

“ทองคำกลับมาเป็น Talk of the Town ที่คนทุกกลุ่มให้ความสนใจ เนื่องจากทองคำยังคงมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางทั่วโลก ทั้งจากกระแส De-Dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะมหาศาลของสหรัฐ และเหตุการณ์ Government Shutdown ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ซ่อนอยู่”

สัญญาณเตือนฟองสบู่

นายธีรรัฐกล่าวว่า ปัจจุบันมีสิ่งผิดปกติในตลาดการเงินโลก คือ “ทุกสินทรัพย์ขึ้นพร้อมกัน” ทั้งทองคำ หุ้นสหรัฐ และบิตคอยน์ ซึ่งต่างทำ All Time High พร้อมกัน สถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤต “ดอตคอม” และ “ซับไพรม” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานฟองสบู่แตกและสินทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวลงแรงเข้าสู่ภาวะถดถอย

“ตอนนี้เห็นสัญญาณของฟองสบู่ที่เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว เพียงแต่ยังไม่แตก ยิ่งไม่แตกก็ยิ่งโตและน่ากังวลมากขึ้น ผมมองว่าหากวันหนึ่งมันแตก มันจะไม่ใช่แค่หุ้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ทองคำเองก็อาจปรับตัวแรงเช่นกัน แม้ฟองสบู่ทองอาจไม่ใหญ่เท่าหุ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวพอสมควร”

แม้ทองคำจะมีความผันผวนสูง แต่เป็น “ความผันผวนในขาขึ้น” และยังถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนเช่นนี้ เพราะหากดูในภาพใหญ่ ทองคำเป็นขาขึ้นมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2000 แม้จะมีช่วงปรับฐานในปี 2012-2015 แต่ในภาพรวมยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากทองเป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด (Limited Supply) และเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี เมื่อทั่วโลกยังพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าทองจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เสี่ยงมองบวกมากเกินไป

นายธีรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ดัชนีการซื้อมากเกินไป (Overbought) ของทองคำอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 91 เต็ม 100 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงมีโอกาสเกิดการปรับฐานรุนแรงในระยะสั้น อาจไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้ แต่อาจเกิดขึ้นภายในเดือนหน้า หรือปีหน้า

“การที่ทุกคนพูดถึงทองมากในตอนนี้ อาจเป็น ‘สัญญาณเชิงจิตวิทยา’ ว่า ตลาดเริ่มมีมุมมองบวกมากเกินไป ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับฐาน ซึ่งปีนี้ราคาทองขึ้นมาแล้วกว่า 20,000 บาท การย่อตัวลงราว 5,000 บาท ถือว่าเป็นไปได้ไม่ยาก ถ้าใครซื้อทองวันนี้แล้วพรุ่งนี้ทองลงแรง จะรับความผันผวนได้หรือไม่ ต้องถามตัวเองก่อนลงทุน”

จากข้อมูลพบว่า ธนาคารกลางจีนได้เข้าซื้อทองคำติดต่อกันถึง 11 เดือน จนถึงเดือน ก.ย. 68 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำขาขึ้นต่อเนื่อง โดยครั้งล่าสุดที่จีนหยุดซื้อ คือเดือน เม.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองปรับลง จึงอาจมีความสัมพันธ์เชิงจิตวิทยา ขณะที่นักลงทุนมองว่าจีนยังซื้อทองคำแม้ราคาสูง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าทองยังขึ้นต่อได้ อย่างไรก็ตาม จีนเริ่มลดการซื้อจากเดือนละ 10 ตัน เหลือเพียง 1 ตันในเดือนล่าสุด ซึ่งมองว่าเป็นสัญญาณ “เสี่ยงต่อการปรับฐาน” และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากจีนประกาศหยุดซื้ออีกครั้ง

“วันนี้การซื้อขายทองสามารถทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชั่น ทำให้ทองคำกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปรับพอร์ตการลงทุนได้สะดวก และที่สำคัญ ทองมีจุดแข็งเหนือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ตรงที่สามารถอยู่ได้ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ นักลงทุนที่ต้องการถือทองในช่วงนี้ ควรเข้าใจความเสี่ยงจากการปรับฐานและถือทองในระยะยาวจึงจะเหมาะสมที่สุด” นายธีรรัฐกล่าว

MTS ชี้ “ขาขึ้น” ต่อด้วยพื้นฐาน

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) กล่าวว่า ราคาทองคำช่วงที่ผ่านมา เรียกได้ว่าขึ้นเร็ว ขึ้นแรง แบบขี่รถสปอร์ตมาเลย โดยภาพหลัก ๆ การที่ทองคำปรับตัวขึ้นแรง มาจากกระแสความ “ไม่เชื่อมั่น” ต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีเพิ่มขึ้น จึงนำมาสู่การเข้าซื้อทองคำของบรรดากองทุนอย่างต่อเนื่อง

“จะเห็นว่าในสัปดาห์แรกของเดือน ต.ค. ราคาทองพุ่งแรง แม้ว่าเงินดอลลาร์ไม่ได้อ่อนลงเลย ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ปรากฏว่า ทองขึ้นสวนกระแสขึ้นไป และขึ้นแรงด้วย ขึ้นไปกว่า 200 เหรียญอย่างรวดเร็วมาก”

และจากราคาทองพุ่งแรง ทำให้เกิดกระแสความสนใจการเข้ามาลงทุนทองคำมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่างการออม และการเก็งกำไร ทั้งนักลงทุนระยะสั้น กลาง และยาว

ขณะที่ความกังวลเรื่องฟองสบู่นั้น นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะเกิดฟองสบู่ ซึ่งสัญญาณฟองสบู่จะมีก็ต่อเมื่อราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีพื้นฐานรองรับ แต่ทองคำแม้จะขึ้นแรง เร็ว แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะเห็นว่า ทองขึ้นแค่วันละประมาณ 1-2% ไม่ได้ขึ้นมากเป็น 10% เหมือนพวกบิตคอยน์

“กระแสที่มา ก็มาจาก Fundamental ที่รองรับ ราคาทองก็ขึ้นของมันไปเรื่อย ๆ วันละ 1% 1.5% ซึ่งปีนี้จากต้นปีทองคำก็ขึ้นมา 50% ส่วนที่ช่วงนี้ราคาย่อลง ก็คงจะย่อชั่วคราว สั้น ๆ ช่วงนี้เป็นเรื่องกระแส การขึ้น ๆ ลง ๆ สงครามสงบ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อาจจะเป็นส่วนย่อย ๆ เพราะดอลลาร์ก็ยังแข็ง ทองก็ยังขึ้นอยู่ ดังนั้นช่วงนี้ประเด็นสงครามสงบ ไม่ใช่ปัจจัยหลัก”

เป้าราคาสิ้นปี 6.5 หมื่นบาท

นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ปีนี้ MTS ต้องปรับเป้าหมายราคาทองคำหลายครั้ง ล่าสุดมองปลายปีนี้ทองโลกน่าจะไปที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่วนทองไทยคาดว่าจะไปที่ 65,000 บาท

สำหรับมุมพฤติกรรมผู้ซื้อขายทองคำ ในช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้น เห็นผู้ลงทุนมาต่อคิวซื้อทองคำแท่งกันมากกว่าปกติ ซึ่งก็มีทั้งซื้อออม และซื้อเก็งกำไร เพราะถึงแม้ราคาทองจะแพง แต่ก็สามารถซื้อแบบเล็ก ๆ ได้ ซื้อทีละสลึงก็ได้

“คนมาต่อคิว ซื้อก็มี ขายก็มี บางช่วงก็ขายเยอะกว่า พอขายแล้ว ราคาไม่ลง ก็กลับมาซื้อใหม่ ซื้อไป วันสองวันก็กลับมาซื้ออีก เพราะพวกที่รีรออยู่ กลัวตกขบวนรถไฟ” นพ.กฤชรัตน์กล่าว

Bitcoin ไม่ได้ขึ้นตามทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงต้น ต.ค. 2568 ไม่ใช่แค่ราคาทองเท่านั้นที่ร้อนแรง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐ ทำสถิติจุดสูงสุดต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นดัชนี S&P500 ที่ทำจุดสูงสุด 6,764.58 จุด เมื่อ 9 ต.ค. รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2568 ตอนนี้ดัชนีทำเร็กคอร์ดไฮที่ 23,062.62 จุด

เช่นเดียวกับโลหะมีค่าอย่าง Silver ทำนิวไฮแตะ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 14 ปี แพลทินัม ทำนิวไฮ 1,675 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ลามไปถึงตลาดคริปโต นำโดย Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ ที่ 126,000 เหรียญสหรัฐต่อ BTC ขณะที่คริปโตอันดับสอง อย่าง Ethereum แตะ 5,000 เหรียญสหรัฐ ทำตลาดคริปโตภาพรวมเพิ่มมูลค่าถึง 4.26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดตลอดกาล

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม FWX.finance สำหรับตราสารอนุพันธ์คริปโต และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้ขึ้นตามทอง หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ โดยตรง แต่ที่สินทรัพย์ต่าง ๆ ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเพราะวัฏจักรเงินที่สภาพคล่องในตลาดโลกกำลังหาที่ไป

อย่างไรก็ตาม ในรอบปัจจุบันนี้ ราคาบิตคอยน์อาจวิ่งตามวงจรสภาพคล่อง “เร็วกว่าปกติ” เหตุผลคือในรอบที่ผ่านมา ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลาในการถอนเงินจากธนาคารเพื่อไปซื้อ แต่ในปัจจุบันเป็นการเข้ามาของ “เงินสถาบัน” สามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้ง่ายขึ้นผ่านกลไกกองทุนบิตคอยน์ ETF

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ความเสี่ยงหลังจากตลาดคริปโตจบรอบในวงจรนี้ อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ “นักลงทุนสถาบัน” เข้ามาเล่นและมีการกู้ลงทุน จากบริษัททั่วไปในตลาดเงินดั้งเดิม อาจส่งผลกระทบถึงตลาดการเงินดั้งเดิม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทองคำ โกลด์แมน แซคส์