คลังชง ครม.เศรษฐกิจ อัดแพ็กเกจปลุกท่องเที่ยวปลายปี เร่งส่วนราชการ-รัฐวิสาหกิจ-อปท. เบิกงบฯอบรมสัมมนาร่วม 10,000 ล้าน ใน 3 เดือน งัดมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดากิน-เที่ยว โรงแรม/โฮมสเตย์ลงทุนปรับปรุงที่พักหักรายจ่ายได้ 1.5 หรือ 2 เท่า ด้าน ททท.อัดบิ๊กอีเวนต์ทั่วประเทศกระตุ้นไทยเที่ยวไทยโค้งท้าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นหลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยมาตรการแรกจะเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯจัดอบรมสัมมนา รวม ๆ แล้ว 10,000 ล้านบาท ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี เร่งเบิกจ่ายแบบฟรอนต์โหลด ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นี้ แทนที่จะไปเบิกจ่ายในช่วงท้ายปีงบประมาณ หรือช่วง ก.ค.-ก.ย.
เร่งใช้เบิกจ่ายงบฯอบรม-สัมมนา
โดยในส่วนงบฯอบรมสัมมนาที่เป็นของส่วนราชการดังกล่าวจะมีประมาณ 3,600 ล้านบาท และยังมีงบฯในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีวงเงินใกล้เคียงกัน รวมกันแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ส่วนนี้ต้องขอความร่วมมือให้เร่งรัดเบิกจ่าย
“จากปกติราชการกว่าจะเบิกงบฯอบรมสัมมนา มักจะไปทำกันปลายปี ตอนนี้ขอให้เป็นฟรอนต์โหลดเลย คือ 3 เดือนแรกต้องเบิกให้ได้ 70% แล้ววัดผลเลย กำหนดเป็น KPI หัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งเราเน้นให้ไปเมืองรองเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการกระจายตัว”
อัดมาตรการภาษีกระตุ้นการใช้จ่าย
ขณะที่มาตรการที่ 2 จะเป็นมาตรการทางภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของคนที่อยู่ในระบบภาษีในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะรวมค่าโรงแรมและร้านอาหารด้วย และมาตรการที่ 3 จะเน้นระยะยาว เป็นมาตรการภาษีสนับสนุนผู้ประกอบการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยจะให้ผู้ประกอบการโรงแรมที่มีการลงทุนปรับปรุงตกแต่งโรงแรมที่พักให้ดีขึ้น สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะ 1.5 เท่า หรือ 2 เท่า
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในแพ็กเกจมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 2568 จะมีมาตรการภาษีที่ให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าที่พักโรงแรมหรือโฮมสเตย์ รวมถึงค่าอาหาร มาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยกรณีเที่ยวเมืองรองจะหักลดหย่อนได้มากกว่ากรณีเที่ยวจังหวัดหลัก ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น
อัดบิ๊กอีเวนต์ยันสงกรานต์’69
ด้านนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเสริมว่า จากนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (อรรถกร ศิริลัทธยากร) ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของปี 2568 ที่ได้ตั้งเป้าไว้ให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 12 ล้านคน สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาทนั้น ททท.ได้เร่งเดินหน้ากลยุทธ์กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ (Big Event) ทั่วประเทศ
โดยเริ่มต้นด้วยงานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025 เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์ 2 วัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือนตุลาคม ที่จะจัดขึ้นวันที่ 16-20 ตุลาคมนี้ บริเวณพื้นที่คลองโอ่งอ่างและย่านพาหุรัด
โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของตลาดอินเดีย ที่มีจำนวนสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันที่ 1.8 ล้านคน
ต่อด้วยงาน “วิจิตรเจ้าพระยา” ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม 2568 บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ในยามค่ำคืน หรือ Night Economy โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน และเกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงาน ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายนยังมีงาน “ลอยกระทง” โดยปีนี้ ททท.เตรียมยกระดับเทศกาลลอยกระทงสู่ระดับนานาชาติ (World Event) โดยปีนี้ ททท.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย วันที่ 27 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน และพระนครศรีอยุธยา วันที่ 1-5 พฤศจิกายน คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท
รวมถึงงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025” ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยขณะนี้มีนักวิ่งสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 40,000 คน จากทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 894 ล้านบาท
และส่งท้ายปีด้วยงานเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปี 2568 ต้อนรับปี 2569 โดย ททท.ยังคงยึดแนวทางกระจายความคึกคักออกสู่ภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น สงขลา ภูเก็ต และอุดรธานี สำหรับกรุงเทพฯจะร่วมมือของภาคเอกชน เช่น ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ วัน แบงค็อก กรุงเทพฯ เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการเป็น Global Countdown Destination
โดยคาดการณ์นักท่องเที่ยวภาพรวมในประเทศ 70,000 คน ต่างประเทศ 30,000 คน
นอกจากนี้ ททท.ยังเตรียมวางแผนจัดกิจกรรม “มหาสงกรานต์ 2569” ให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยการผลักดันให้เทศกาลสงกรานต์ให้ได้รับการจดจำในฐานะ “เสน่ห์ไทย” ที่เป็นระดับ Global Event แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันสงกรานต์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินท่องเที่ยวโลก (World Festival Calendar) ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นไตรมาส 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เร่ง Long Haul พยุงภาพรวม
ขณะที่ในภาพรวมนั้น นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หรือ Long Haul Market มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในแทบทุกตลาด ซึ่งเป็นผลจากการเดินหน้ากลยุทธ์ Airline Focus หรือการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน รวมถึงจำนวนที่นั่งสายการบินอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด บวกกับเศรษฐกิจของประเทศในโซนยุโรปมีอัตราการขยายตัวที่สูงขึ้นทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ชาวยุโรปออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
โดยพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวตลาดยุโรปที่มีอัตราการเติบโตถึงราว 15% ซึ่งตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ได้แก่ อิสราเอล โปแลนด์ โรมาเนีย ตุรกี อิตาลี ฯลฯ และตลาดที่คาดว่าจะมีเจำนวนนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้านคน คือ รัสเซีย ซึ่งคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมีจำนวนประมาณ 2 ล้านคน รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร ขณะที่สเปน อิตาลี อิสราเอล โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก โรมาเนีย ถือเป็นตลาดดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน
“ตอนนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเราเติบโตเกือบทุกตลาด ยกเว้น คาซัคสถาน ที่นักท่องเที่ยวยังนิยมเดสติเนชั่นราคาถูก และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางซ้ำ โดยปัจจัยที่สนับสนุนชัดเจนที่สุดคือ จำนวนเส้นทางบิน จำนวนเที่ยวบิน และจำนวนที่นั่งสายการบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพื้นที่เมืองหลักและจากเมืองรองเข้าไทย” นางจิระวดีกล่าวและว่า ปัจจุบัน ททท.ก็ยังมุ่งเน้นทำงานร่วมกับสายการบินในต่างประเทศอย่างเข้มข้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่สามารถชดเชยกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวอยู่กว่า 30% ในขณะนี้ได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนมีวอลุ่มขนาดใหญ่ แต่ก็เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรป อเมริกา จะช่วยพยุงให้ภาพรวมของรายได้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศในปีนี้ไม่ลดลงไปในสัดส่วนที่ล้อกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้
คาดปี’69 รายได้ 2.79 ล้านล้าน
สำหรับแแนวโน้มตลอดปี 2568 นี้ ททท.คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% และรายได้จากตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%
ส่วนแนวโน้มปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปี 2568 แบ่งเป็น รายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนตลาดในประเทศคาดจะมีรายได้ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%