เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
News ‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
Tech เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
Finance ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
Real Estate อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
Columns จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
Politics ‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
สามัญสำนึก รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
‘โรงกลั่น’ รับบทหนักน้ำมันแพง ถูกหั่นกำไร-DSI ไล่บี้คดีกักตุน
World ‘โรงกลั่น’ รับบทหนักน้ำมันแพง ถูกหั่นกำไร-DSI ไล่บี้คดีกักตุน
สภาพอากาศวันนี้ (11 ก.ค.) ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.-ปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (11 ก.ค.) ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กทม.-ปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
ดูทั้งหมด

ชาวประมงแม่น้ำกก โอดรายได้หายวับ วอนรัฐเยียวยา-เจรจาหยุดปล่อยสารพิษ 

15 ต.ค. 2568 | 13:19น.

ชาวประมงแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย โอดวิกฤตสารปนเปื้อนแม่น้ำกกทำรายได้หาย ผู้บริโภคหวั่นสารตกค้างในตัวปลา จี้รัฐเจรจาหยุดเหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต รายงานว่า สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้จัดเวทีระดมข้อมูลผลกระทบและข้อเสนอของชาวประมง 3 บ้านปากแม่น้ำกก ได้แก่ ชาวประมงปากน้ำกก บ้านเชียงแสนน้อย บ้านสบคำ ตำบลเวียง และบ้านสกกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คนได้ ณ ศาลาตลาดปลาบ้านเชียงแสนน้อย หลังได้รับผลกระทบหนักจากการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ต้นน้ำในประเทศพม่า

โดยระบุว่า ปกติแล้วชาวประมงใน 3 ชุมชนปากแม่น้ำกก ส่วนใหญ่มีอาชีพหาปลาเป็นหลักควบคู่กับการทำการเกษตร ซึ่งในรอบ 12 เดือน จะมีการแบ่งฤดูกาลจับปลาออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

ช่วงฤดูน้ำหลาก-ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ปลาแม่น้ำโขงอพยพเข้าไปในแม่น้ำกก จึงนับเป็นช่วงที่ชาวประมงมีรายได้มากที่สุด

ช่วงฤดูน้ำลงหรือฤดูปลาล่อง-ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ปลาแม่น้ำกกจะล่องกลับเข้าสู่แม่น้ำโขง

ช่วงฤดูแล้ง-ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่จับปลาได้น้อยมาก ชาวประมงมักจะหาปลาตามแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น ตามหนอง หลงกก เป็นต้น รวมถึงเป็นช่วงพักหาปลาทำการซ่อมแซมเตรียมอุปกรณ์หาปลา

ในรอบ 12 เดือน ช่วงน้ำหลากกับน้ำลง รวมระยะเวลา 6 เดือนเป็นช่วงที่ชาวประมงมีรายได้จากการจับปลาขาย มีรายได้จากการขายปลาช่วงน้ำหลากเฉลี่ยประมาณ 52,000 บาทต่อชาวประมง 1 ราย

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

ปลาราคาถูก-ต้นทุนพุ่ง

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของวิกฤตสารปนเปื้อนได้เริ่มขึ้นเมื่อ วันที่ 9 เมษายน 2568 มีประกาศจากทางการให้งดการลงเล่นแม่น้ำกกที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารพิษ ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2568 มีการเผยแพร่ข่าวปลาป่วยเป็นตุ่มตามตัว รวมถึงข่าวผลการตรวจน้ำปนเปื้อนสารหนูของกรมความคุมมลพิษในช่วงปลายเดือนเมษายน

จากผลกระทบแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษได้สร้างความวิตกแก่ชาวบ้านในลุ่มน้ำกกในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะชาวประมงปากแม่น้ำกก ที่ไม่สามารถขายปลาได้ เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความกลัวสารตกค้างในตัวปลา ทำให้เดือนพฤษภาคม 2568 ชาวประมงเริ่มขายปลาได้ลดลง ปลามีราคาถูกลง ต่อมาเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2568 ชาวประมงไม่สามารถขายปลาได้เลย ทำให้ต้องนำปลามาบริโภคเองในครอบครัว จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2568 เริ่มกลับมาขายปลาได้บ้างเล็กน้อย แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม ราคาปลายังคงถูกลง จำนวนคนซื้อลดลง โดยมีราคาปลาเปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2567 กับราคาขายในเดือนตุลาคม 2568 ดังนี้

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 250 บาทเหลือ 150 บาท, ปลาแข้ กิโลกรัมละ 250 บาท เหลือ 150 บาท, ปลาคางเบือน กิโลกรัมละ 350 บาทเหลือ 200 บาท, ปลากา(เพี้ย) กิโลกรัมละ 150 บาท เหลือ 100 บาท, ปลาโจก กิโลกรัมละ 250 บาท เหลือ 240 บาท, ปลากด กิโลกรัมละ 120 บาท เหลือ 100 บาท, ปลากดคัง กิโลกรัมละ 250 บาท เหลือ 200 บาท และปลาสะงั่ว กิโลกรัมละ 400 บาท เหลือ 300 บาท เป็นต้น

ขณะที่ชาวประมง 1 คน ยังคงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเตรียมอุปกรณ์หาปลาสูงมากถึง 83,000 บาท/ราย แบ่งออกเป็น

1.ค่าเรือ (ตัวเรือ 12,000 บาท ค่าเครื่องเรือ 13,000 บาท) รวม 25,000 บาท
2.ค่าน้ำมันวันละ 150 บาท ออกเรือทุกวันในช่วง 4 เดือน รวมค่าน้ำมัน 18,000 บาท
3.มองไหล (ตาข่าย 890 บาท จืน 800 บาท เชือก 450 บาท และทุ่น 110 บาท) รวม 2,250 บาท มี 2 ชั้น รวมราคาผืนละ 4,500 บาท คนละ 10 ผืน รวมค่าตาข่ายทั้งหมด 45,000 บาท
4.ไซลั่นอันละ 500 บาท เฉลี่ยคนละ 10 อัน มีรวมค่าไซลั่น 5,000 บาท
ทั้งหมดนี้เป็นราคาต้นทุนเฉลี่ยของชาวประมง ในการเตรียมอุปกรณ์หาปลาของชาวประมงทั้ง 3 หมู่บ้าน ซึ่งหากคิดมูลค่าความเสียหายจากต้นทุน ชาวประมงทั้ง 3 หมู่บ้าน ที่มีจำนวนประมงพื้นบ้านรวม 41 คน

โดยแบ่งเป็น ชาวประมงบ้านสบคำ จำนวน 22 คน ชาวประมงบ้านสบกก จำนวน 12 คน และชาวประมงบ้านเชียงแสนน้อย จำนวน 7 คน มีต้นทุนค่าอุปกรณ์หาปลาประมาณ 3,403,000 บาท (41 ราย x 83,000 บาท) ที่ชาวประมง 3 ชุมชนสูญเสียไปในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

ชู 4 ข้อเสนอแก้ปัญหา

ชาวประมงท้องถิ่นปากแม่น้ำกก 3 ชุมชน จึงได้มีการระดมข้อเสนอจำนวน 4 ข้อ ที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาแก้ไข ช่วยเหลือปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนี้

1.ช่วยเหลือเยียวยา ชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากกการทำอาชีพประมง

2.ภาครัฐควรมีการสื่อสารตรงไปตรงมา ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง

3.เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือให้รัฐบาลเจรจาหยุดเหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ

4.ตรวจสุขภาพชาวประมงอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยข้อมูลและข้อแนะนำการป้องการสารพิษปนเปื้อน

ปัจจุบันทางสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้ร่วมกับ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบ และข้อเสนอของชาวประมงในลุ่มน้ำกกจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ปากแม่น้ำกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนยื่นข้อเสนอให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป