เอกนิติลุยแก้หนี้ครัวเรือน สัปดาห์หน้า ดึง SAM ซื้อหนี้เสีย 2 หมื่นล้านบาท
เอกนิติเผยสัปดาห์หน้า ลุยขับเคลื่อนมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ใช้ SAM ซื้อหนี้เสีย 2 หมื่นล้าน หนุนลดภาระลูกหนี้ เปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้ ยืดระยะเวลาชำระ-ลดดอกเบี้ยตามศักยภาพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ New Economy ในงานสัมมนา Thairath Forum 2025 : The Next New Economy ว่า สำหรับความคืบหน้านโยบายแก้ไขปัญหาหนี้เสียของประชาชน หลังจากได้หารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง โดยในสัปดาห์หน้าจะดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการดึงหนี้ของประชาชนที่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และหนี้สะสมมาตั้งแต่อดีต
นายเอกนิติกล่าวว่า ได้เตรียมนำเงินคงเหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท มาซื้อหนี้ที่ค้างชำระ (NPL) จากธนาคารพาณิชย์และน็อนแบงก์ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย โดยเงินดังกล่าวจะใช้ซื้อหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ใหม่ใช้เวลา เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ ยืดระยะเวลาชำระ ปรับลดต้นและดอกเบี้ยตามศักยภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) และธนาคารต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนมาตรการ Information Based Lending เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ครัวเรือนให้สามารถฟื้นตัวทางการเงินได้อย่างยั่งยืน พร้อมแนวทางใช้อารีย์ สกอร์ (Ari Score) เป็นเครื่องมือประเมินศักยภาพและวินัยทางการเงินของลูกหนี้ โดยหากลูกหนี้ปฏิบัติตามวินัยทางการเงิน อารีย์ สกอร์อาจช่วยให้ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ลูกหนี้จะต้องให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อให้ธนาคารสามารถเห็นสถานะทางการเงินที่แท้จริง และปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างถูกต้อง
“มาตรการนี้ช่วยให้ลูกหนี้มีลมหายใจทางการเงินมากขึ้น ลดการถูกติดตามทวงหนี้อย่างเข้มงวด และยังสามารถสร้างแรงจูงใจให้กลับมามีวินัยทางการเงิน รวมถึงอาจมีการสนับสนุนจากธนาคารออมสินในการเติมเงินช่วยเหลือ เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว” นายเอกนิติกล่าว