Skip to content

สภาผู้บริโภค ร้องสภา กทม. เหตุขึ้นค่าโดยสาร สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย

31 ต.ค. 2568 | 22:00น.
สภาผู้บริโภค ร้องสภา กทม. เหตุขึ้นค่าโดยสาร สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย

สภาองค์กรผู้บริโภค ยื่นหนังสือต่อสภา กทม. หลัง ‘บีทีเอส’ ปรับขึ้นราคาสายสีเขียวส่วนต่อขยาย เสนอ 4 ทางออกเพื่อแก้ปัญหาด้านค่าโดยสารของประชาชน

ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง ได้รับมอบจากนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร รับเรื่องร้องเรียนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคถึงปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

จากประกาศของ กทม.ในประเด็นการปรับเปลี่ยนการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ทั้งสามช่วง ได้แก่ หมอชิต-คูคต, บางจาก-สมุทรปราการ, และโพธิ์นิมิต-บางหว้า จากเดิม 15 บาทตลอดสาย เป็นคำนวณตามระยะทาง เริ่มต้น 17-45 บาท และสูงสุดไม่เกิน 65 บาท เมื่อเดินทางข้ามช่วงระหว่างสายสัมปทานหลักและส่วนต่อขยาย และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 เป็นต้นไปนั้น

นายเนติภูมิ กล่าวต่อว่า ประชาชนจำนวนกว่า 380,000 คน/วัน ที่ต้องเดินทางจากชานเมืองเข้ามาทำงานภายในเขตเมืองชั้นในจะได้รับผลกระทบและต้องแบกรับภาระจ่ายค่าโดยสารเพิ่มสูงสุดเฉพาะในส่วนต่อขยายมากถึง 200% หรือ 3 เท่าจากค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่เคยจ่ายอยู่ในปัจจุบัน

นายเนติภูมิ กล่าวต่อว่า สภากรุงเทพมหานคร เห็นถึงความสำคัญในเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นจึงยื่นเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ไปยังคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องของรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาโดยตลอด และคณะกรรมการการจราจรและการขนส่ง คณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามจะนำข้อร้องเรียนเข้าที่ประชุมหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาร่วมกับผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

วอน กทม. อย่าผลักภาระผู้บริโภค

นางธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา ในฐานะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเปิดเผยถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสารว่า การที่ กทม. ปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจาก 15 บาท เป็น 17 – 45 บาท และสูงสุด 65 บาทตลอดสาย ทั้งยังมีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ถือเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ มองว่าเสียงของผู้ใช้บริการตัวจริงควรถูกนำมาพิจารณา ก่อนดำเนินนโยบายใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“ตอนนี้ค่าเดินทางรวมทุกต่อวันละเกือบ 200 บาท ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟอีก ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี อยากฝากถึงท่านผู้ว่าฯ กทม. ช่วยพิจารณาชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารออกไปก่อน หรือหาวิธีบริหารจัดการรายของ กทม. โดยไม่ผลักภาระมาที่ผู้บริโภค” ธัญวรัตณ์กล่าว

สภาผู้บริโภค เสนอทางออก ลดภาระประชาชน

นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า การปรับราคาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนของผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 380,000 คนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่ชานเมืองเข้ามาทำงานและศึกษาในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ

โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ยังมีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าเดินทางของผู้บริโภคบางรายในส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นถึง 200% หรือ 3 เท่าจากค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แม้กรุงเทพมหานครจะให้เหตุผลว่า มีหนี้คงค้างกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กว่า 32,000 ล้านบาท และต้องรับภาระจ่ายค่าจ้างเดินรถปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารส่วนต่อขยายอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้ จะเพิ่มรายได้กรุงเทพมหานครราว 3,500 – 3,700 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ประชาชนโดยตรงซึ่งไม่เป็นธรรมในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า หาก กทม. เริ่มจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย จากการโดยสารรถไฟฟ้าไปใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือในบางส่วนอาจหันไปใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลแทน ซึ่งอาจส่งผลให้ปัญหามลพิษ การจราจรติดขัด และอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

“กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหางบประมาณเพื่ออุดหนุนและชดเชยรายจ่ายส่วนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน” คงศักดิ์ระบุ

คงศักดิ์ ย้ำว่า การให้บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกลไกราคา ผลตอบแทนทางสัญญา หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว พร้อมเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านขนส่งสาธารณะที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 4 ประการ ได้แก่

1) ขอให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อเสนอญัตติด่วนให้ทบทวนและชะลอมาตรการปรับราคาค่าโดยสาร และรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการ จนกว่าจะเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส

2) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางขอรับงบประมาณอุดหนุนรายปีจากรัฐบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารและการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ที่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครสามารถให้บริการในอัตราที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

3) ขอให้สภากรุงเทพมหานครเสนอให้สนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างสัญญาจ้างเดินรถและหนี้สินกับเอกชน เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้บริโภค และทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีอัตรารวมไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคม ก่อนการปรับราคา โดยให้ผลการประเมินต้องผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครก่อนประกาศใช้

4) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางการเจรจาพักชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินกับกระทรวงการคลัง หรือคืนภาระหนี้ค่าก่อสร้างและกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงคมนาคม เพื่อลดภาระทางงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหากกรุงเทพมหานครรับภาระหนี้ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทานหลักที่จะครบอายุสัญญาในปี 2572 และทำให้มีปัญหาในอนาคตได้