“ทีเส็บ” ผนึกพันธมิตรอุตสาหกรรมไมซ์ หารือแผน Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านกลไกไมซ์ เครื่องมือศักยภาพสูง ทั้งด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน ชงรัฐบาลพิจารณาออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้จัดงาน ลดอัตราดอกเบี้ย Soft Loan ช่วยเหลือ พร้อมขับเคลื่อนโครงการ “ฮีโร่พันล้าน” หนุนการจัดประชุม งานเทศกาล อีเวนต์ทั่วประเทศ
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) เปิดเผยว่า TCEB ได้จัดประชุมหารือร่วมกับสมาคมพันธมิตรในอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เพื่อระดมความคิดเห็นและแนวทางสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ภายใต้แคมเปญ “Quick Big Win” มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและขับเคลื่อนธุรกิจไมซ์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โดยอุตสาหกรรมไมซ์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกิจกรรมการจัดประชุม สัมมนา อีเวนต์ และงานแสดงสินค้าล้วนก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในพื้นที่ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
“การประชุมร่วมกันของทีเส็บและพันธมิตรครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกไมซ์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้และการจ้างงาน โดยทุกภาคส่วนเห็นพ้องว่า การลงมือทำอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องคือหัวใจของความสำเร็จ” นางศุภวรรณกล่าวและว่า
หากรัฐบาลตอบรับข้อเสนอทั้งในด้านภาษี การเงิน และการอำนวยความสะดวกเชิงระบบ จะเป็น “Quick Big Win” ที่ช่วยจุดประกายให้เศรษฐกิจไทยกลับมาคึกคักได้อีกครั้งและยั่งยืน
ชงรัฐลดภาษี-ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ
นางศุภวรรณกล่าวว่า ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมไมซ์ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้จัดงาน รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ทีเส็บก็เตรียมเดินหน้าโครงการสำคัญ อาทิ โครงการ “ประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ” ซึ่งเคยสร้างรายได้กลับสู่ระบบเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท หลังวิกฤตโควิด-19 และโครงการ “ฮีโร่พันล้าน” โครงการใหม่ที่จะสนับสนุนการจัดประชุม เทศกาล และอีเวนต์ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม 2568-กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน
ทั้งนี้ คาดว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่าหลายแสนล้านบาทในช่วงสั้น และเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไมซ์ทั้งในกรุงเทพฯและภูมิภาค
เร่งจัดงาน-ดึงนักท่องเที่ยว
ด้านนางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเน้นตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน ซึ่งกำลังฟื้นตัวและมีกำลังจับจ่ายสูง
โดยมองว่าเมืองรองยังเป็นโอกาสสำคัญในการกระจายรายได้ เพราะเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในราคาที่เหมาะสม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สำหรับการตลาดต่างประเทศนั้นแม้งบประมาณยังจำกัด แต่มีแนวคิดจะพัฒนาแนวทางใหม่ เช่น การจัด “ออนไลน์เทรดโชว์” หรือ “งานแบบไฮบริด” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถนำเสนอสินค้าและบริการต่อผู้ซื้อในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
“เรามี KPI ชัดเจนว่าต้องดึงงาน ดึงนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด หากไม่มีช่องทางขายย่อมกระทบต่อเป้าหมายโดยตรง” นางสาวประชุมกล่าว
เสนอขยาย “เที่ยวดี มีคืน” ถึงโลว์ซีซั่น
โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตลาดในประเทศยังเป็นตลาดสำคัญและยั่งยืนที่สุด โดยเสนอให้ภาครัฐขยายระยะเวลาโครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ให้ยาวขึ้น และแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 เดือน เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถวางแผนได้ทัน
หากสามารถขยายโครงการให้ครอบคลุมช่วง Low Season จะช่วยกระจายรายได้ไปยังเมืองรองมากขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้รัฐร่วมโปรโมต เทศกาล (Festival) และอีเวนต์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในประเทศ
หนุนจัดงาน Thailand Exposition
นายอุปถัมป์ นิสิตสุขเจริญ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน กล่าวว่า อยากให้มีการจัดงาน “Thailand Exposition” มหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงศักยภาพเศรษฐกิจ การลงทุน และนวัตกรรมของไทยต่อสายตานานาชาติ เช่น งานพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี (ปี 2569) งาน “BOI Fair” เพื่อแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีไทย (ปี 2570) งานพืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา (ปี 2572) เป็นต้น
“งานมหกรรมระดับโลกเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ยังเปิดตลาดการลงทุนใหม่ ๆ ให้ประเทศด้วย” นายอุปถัมป์กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะ BOI และ ททท.พิจารณาผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางมหกรรมระดับภูมิภาค
วอนให้ Soft Loan ธุรกิจบริการ
เช่นเดียวกับ นางวรรณภา ชินชูศักดิ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ที่กล่าวว่า อยากเสนอให้รัฐบาลขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการ “คนละครึ่ง เฟส 2” ให้ครอบคลุมร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม-สัมมนา รวมถึงบริษัทเอกชนที่จัดกิจกรรมในประเทศ
ภาคเอกชนยังเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินขยายกลุ่มเป้าหมายของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ครอบคลุมภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจไมซ์และท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจ
แนะจัดประชุมสัมมนาต้นปีงบประมาณ
ส่วนนางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อยากเสนอให้ภาครัฐเร่งจัดประชุมสัมมนาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรอจัดช่วงปลายปีซึ่งโรงแรมมักเต็มและรับงานได้จำกัด
นอกจากนี้ ยังขอเรียกร้องให้กระทรวงการคลัง ทบทวนเกณฑ์เบิกจ่ายค่าที่พักและค่าอาหาร ซึ่งใช้อัตราเดิมมานานกว่า 10 ปี ไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบันที่สูงขึ้น
“อยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณา 2 เรื่องหลักนี้ก่อนค่ะ เพราะถ้าเงินยังหมุนอยู่ในประเทศ ก็จะช่วยพวกเราทุกคนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น” นางสาวศุภวรรณกล่าว
อัดมาตรการจูงใจงานเฟสติวัล
นายมณเฑียร วิจิตรสาระวงศ์ ผู้แทนสมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย กล่าวว่า ในฟากของงานเฟสติวัลอยากเสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเฟสติวัลไทย ได้แก่ 1.จัดทำระบบ One Stop Service สำหรับการขออนุญาตจัดงาน เพื่อให้อนุมัติรวดเร็วและโปร่งใส 2.สนับสนุนการสร้าง “Creative Zone” หรือ “Festival District” ในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อให้การจัดงานมีความต่อเนื่องและดึงชุมชนมีส่วนร่วม
และ 3.เพิ่มมาตรการจูงใจทางภาษีและตั้งกองทุนสนับสนุนผู้จัดงาน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
“การมีระบบสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านการอนุญาต การออกแบบพื้นที่ และการเงิน จะช่วยให้เทศกาลไทยเติบโตอย่างมีทิศทาง และต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนได้” นายมณเฑียรกล่าว