‘เอกนิติ’ เผยลุยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน-เกษตรกร พร้อมดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่าน Thailand Future Fund ระดมทุนสำหรับพลังงานสะอาดและโครงการระยะยาว คาด GDP ปี 2568 เติบโต 2%
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาในหัวข้อ “Unlocking Growth and Shared Prosperity ก้าวต่อไปของไทย : ปลดล็อกการเติบโต สู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่า สำหรับเสาหลักแรกของนโยบายเศรษฐกิจได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วภายใน 4 สัปดาห์ ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยตรง ผ่านมาตรการที่เข้าถึงประชาชน เช่น การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.

นายเอกนิติกล่าวว่า ผลของมาตรการเหล่านี้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม โดยเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอย จากที่หน่วยงานคาดการณ์ GDP ว่าอาจจะขยายตัวได้เพียง 0.3% แต่ปัจจุบันมั่นใจว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 1% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกิน 2% แน่นอน
“เสาหลักแรกเสร็จแล้ว ทำให้เศรษฐกิจเริ่มพ้นจากหล่ม และเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อมาตรการเสาหลักต่อไป ซึ่งการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นนี้จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างผลยาวต่อเนื่องในด้านหนี้ครัวเรือน การลงทุน และการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ขณะที่เสาที่ 2 ได้ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคประชาชน ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในกลุ่มประชาชนเป็นหนี้เสีย (NPL) มูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท จากระบบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าสู่การบริหารจัดการใหม่
โดยใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จำนวน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดการหนี้ของประชาชนอย่างจริงจัง หลังจากที่ปัญหานี้สะสมมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่มีการแก้ไขในเชิงโครงสร้าง
“ในระบบตอนนี้มีหนี้ประชาชนรายย่อยประมาณ 4.7 ล้านบัญชี หรือราว 3.5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่ารวม 1.2 แสนล้านบาท เฟสแรกเราจะเริ่มจากหนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ที่เป็นลูกของแบงก์ รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ คาดว่าครอบคลุมประชาชนราว 2 ล้านคน มูลค่าหนี้ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับรูปแบบการแก้ไขหนี้ นายเอกนิติอธิบายว่า AMC จะเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับฐานะลูกหนี้ โดยอาจ “ลดต้น ลดดอก ยืดระยะเวลาชำระ” เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่ได้ เช่น หนี้ 100,000 บาท อาจปรับลดเหลือ 3-4 หมื่นบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่มีวินัยชำระหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง
“เราไม่ได้ช่วยแค่ให้มีลมหายใจ แต่ต้องทำให้เขากลับมาเป็นคนดีในระบบการเงินได้อีกครั้ง คนที่มีวินัยชำระตรง จะถูกบันทึกในระบบเครดิต เพื่อให้กลับมากู้ได้ในอนาคต” นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมขยายแนวทางเดียวกันไปสู่ “หนี้ภาคเกษตร” โดยอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดตั้ง AMC ซื้อหนี้เกษตรกร สำหรับลูกหนี้ประมาณ 100,000 ราย มูลหนี้ราว 7-8 พันล้านบาท
โดยจะดำเนินการภายในเดือน พ.ย. 68 นี้ โดยที่ผ่านได้มีการหารือกับนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ธ.ก.ส.มีความพร้อมและเตรียมทำการบ้านมาแล้ว
นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพและเพิ่มทักษะทางการเงินให้ประชาชนผ่าน UpSkill/ReSkill แม่ค้าออนไลน์ ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่ออบรมพ่อค้าแม่ค้าให้สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบบัญชี และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
ในส่วนของ เสาหลักที่ 5 นายเอกนิติกล่าวถึงการลงทุนเพื่ออนาคตว่า ไทยจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการลงทุนซึ่งปัจจุบันอยู่เพียง 20% ของ GDP จากเดิมที่เคยสูงถึง 40-50% เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
โดยแนวทางสำคัญคือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ไม่เป็นหนี้สาธารณะ เช่น การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม ESG มาลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด เช่น Floating Solar (โซลาร์ลอยน้ำ) ซึ่งจะสร้างรายได้ในอนาคตโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก หลักการคือ รัฐบาลจะนำรายได้ในอนาคต จากโครงการดังกล่าวมาขายให้กับนักลงทุนบางส่วน จะช่วยให้เรามีเงินทุนเข้ามาเพื่อนำไปขยายการลงทุนในพลังงานสะอาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องกู้เงิน
“เราจะยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ทั้งขยายการลงทุนในพลังงานสะอาด เพิ่มรายได้ในอนาคต สร้างธรรมาภิบาล และดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดทุนไทย” นายเอกนิติระบุ
นอกจากนี้ ยังมีแผนอัพสกิล/รีสกิล คนไทย 100,000 คนใน 4 เดือน ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ EV สมาร์ทฟาร์มมิ่ง และเมดิคอลฮับ โดยใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยไม่ใช้งบฯใหม่
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลยังเตรียม “ปลดล็อกกฎระเบียบ” ที่เป็นอุปสรรคการลงทุน โดยตั้งคณะทำงาน “กิโยติน” เพื่อเร่งรื้อกฎเกณฑ์ที่ทำให้โครงการลงทุนกว่า 470,000 ล้านบาทค้างท่อ
“แม้เราจะเริ่มต้นเพียง 4 เดือน แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เข้มแข็ง และก้าวสู่ Next Frontier ของประเทศได้” นายเอกนิติกล่าว