เอกนิติ ชง ครม. เคาะแผนการคลังระยะกลาง สัปดาห์หน้า คุมขาดดุล 3% ในปี’72
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ เผยแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เตรียมเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี’72 พร้อมยืนยันคงเพดานหนี้ 70% เข้มใช้จ่ายมาตรา 28
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง
ที่มี 4 หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์, กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดยมี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการว่า การประชุมแผนการคลังวันนี้สำคัญมาก เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดมุมมองจาก Stable เป็น Negative จากสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ในช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลังเป็นอย่างมาก ภายใต้นโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ซึ่ง “ฐานราก” นี้คือการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ โดยรัฐบาลต้องการให้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เป็นการส่งสัญญาณความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ
โดยรัฐบาลจะกำหนดเป้าหมายในแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เพื่อลดการขาดดุลการคลังสู่ระดับมาตรฐาน ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ภายในปีงบประมาณ 2572 โดยคาดว่าการขาดดุลในปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4.4% ของจีดีพี และการขาดดุลงบประมาณในปี 2570 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2569 ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยยังคงกำหนดให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตามแผน MTFF สัดส่วนหนี้จะยังคงอยู่ภายในกรอบเพดานที่กำหนดอย่างเข้มงวด

โดยแผนการคลังระยะปานกลางจะส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นด้านวินัยการเงินการคลังที่น่าเชื่อถือผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้
1.การกำหนดแนวทางการจัดการด้านการคลังทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สินให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
2.การปรับปรุงและเพิ่มกฎเกณฑ์การคลัง รวมถึงการยกระดับความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นทุนการคลังต่าง ๆ รวมถึงรายได้สูญเสียจากสิทธิประโยชน์ภาษีต่าง ๆ เพื่อทำให้เราสามารถบังคับวินัยการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
โดยต่อไปนี้จะมีการรายงานรายได้ที่สูญเสียไปจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างชัดเจนในอนาคต โดยมาตรการนี้จะรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เกิดจากมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ
3.การวางแนวทางกำกับการดำเนินมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความชัดเจนของการจัดการภาระการคลัง
ซึ่งไทยยังคงยึดกรอบเพดานตามมาตรา 28 ที่ 32% ของงบประมาณแต่จะเน้นความเข้มงวดในกระบวนการอนุมัติมากขึ้นในการใช้จ่าย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการจัดการภาระการคลัง จากที่ Rating Agency ให้ความเห็นว่ามีการใช้มาตรา 28 ค่อนข้างช้าเกินไป
นายเอกนิติกล่าวว่า การลดการขาดดุลงบประมาณจะไม่กระทบต่องบฯลงทุน โดยรัฐบาลจะใช้เครื่องมือทางการคลังที่เป็นนวัตกรรมและไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น
– กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFF)
– โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership : PPP)
“การลดการขาดดุลงบประมาณจะไม่กระทบต่องบฯลงทุน โดยรัฐบาลจะใช้เครื่องมือทางการคลังที่เป็นนวัตกรรมและไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงกรอบวินัยการคลังให้เข้มงวดขึ้น โดยไม่แก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง แต่ใช้การกำหนดกฎเกณฑ์ให้รัดกุมมากขึ้น เช่น ปรับสัดส่วนงบฯกลางให้แคบลงจาก 2-3.5% เหลือ 2-3% กำหนดให้ชำระต้นเงินกู้ไม่น้อยกว่า 4% จากเดิมกรอบกว้าง 3.5-5% และลดกรอบวงเงินการก่อหนี้ผูกพันระหว่างปีงบประมาณที่เกินกว่าหรือนอกเหนืองบประมาณตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.งบประมาณ ลงจาก 8% เหลือ 5%

“แนวทางทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันจัดอันดับเครดิตและสาธารณชนมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถปรับลดดุลการคลังสู่ระดับ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และยังสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตด้านอย่างยั่งยืน พร้อมกับเป็นส่วนสำคัญของการวางรากฐานการเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับแผนการคลังระยะปานกลาง รัฐบาลจะนำเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 18 พ.ย. 68 โดยยืนยันว่าจะไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายวินัยการเงินการคลัง เพียงแต่เป็นการทำให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสำนักงบประมาณได้มีการเร่งดำเนินการเกี่ยวกับกรอบงบประมาณปี 2570 และแผน MTFF เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคต่อการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน แม้ว่าจะมีการประกาศยุบสภาตามที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุ จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำปฏิทินงบประมาณล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเลขงบประมาณและป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคของเศรษฐกิจ
ด้านนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า โดยจะมีการประชุมกรอบงบประมาณปี 2570 ในวันที่ 19 พ.ย. 68 หลังจากนั้นจะมีการเสนอที่ประชุม ครม. ในวันที่ 25 พ.ย. 68 เพื่อพิจารณาเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 2570 หลังจากนั้น สำนักงบประมาณจะเร่งพิจารณาคำขอของแต่ละหน่วยงาน และเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ที่จะเสนอต่อสภา ให้ ครม.เห็นชอบภายในวันที่ 27 ม.ค. 69 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภา
“แม้จะมีการประกาศยุบสภา แต่ก็จะไม่มีผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 อย่างแน่นอน เพราะร่างดังกล่าวถูกเสนอให้ ครม. ชุดปัจจุบันพิจารณาในวันที่ 27 ม.ค. 69 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหลังจากยุบสภาแล้ว ก็เพียงรอให้มีสภาชุดใหม่มาพิจารณาต่อ”
