เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
ลดค่า GP ช่วยเซฟ 1.9 พันล้าน พาณิชย์ต่อลมหายใจ SMEs 1.2 ล้านราย
Economic ลดค่า GP ช่วยเซฟ 1.9 พันล้าน พาณิชย์ต่อลมหายใจ SMEs 1.2 ล้านราย
ดูทั้งหมด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยห่วงการคลังเปราะบาง แนะรัฐเพิ่มรายได้-ขยายฐานภาษี

14 พ.ย. 2568 | 14:55น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ภาพรวมการคลังไทยยังเปราะบาง ลดการขาดดุลน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะอาจพุ่งแตะเพดาน 70% ของจีดีพีภายในปี 2570 แนะรัฐเพิ่มรายได้รัฐเร่งลดขาดดุล พร้อมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ขยายฐานภาษี เพื่อรองรับรายจ่ายจากสังคมผู้สูงอายุและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางฐานะการคลังของไทยว่า ภาพรวมยังคงเปราะบางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน แม้หลังยุคโควิด-19 (ปี 2020-2022) หลายประเทศต่างมีภาระขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์สามารถปรับลดระดับขาดดุลลงได้แล้ว ขณะที่ไทยยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปีงบประมาณล่าสุด ไทยมีระดับการขาดดุลอยู่ที่ -4.5% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับบริบทในภูมิภาค ทั้งนี้ หากยึดตามกรอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” ที่จัดทำเมื่อเดือนธันวาคม 2567 จะเห็นว่าการขาดดุลของไทยในช่วง 3-4 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มสูงเกินระดับ 3% ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเตรียมทบทวนแผนดังกล่าว และนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

จากแผนการคลังระยะปานกลางดังกล่าวประเมินไว้สองกรณี ได้แก่ กรณีแรกหากเศรษฐกิจเติบโตดี NGDP ขยายตัว 5% ต่อปี ระดับขาดดุลการคลังจะค่อย ๆ ลดลงจนกลับเข้าสู่กรอบ 3% ได้ในระยะกลาง ส่วนในกรณีที่สอง หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ NGDP ขยายเพียง 3% ระดับขาดดุลจะไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นจนแตะเพดาน 70% ของจีดีพีในปี 2570

นางสาวณัฐพรกล่าวว่า ระดับหนี้สาธารณะ 70% ไม่ถือเป็นว่าเป็นระดับที่อันตราย แต่เป็นระดับกันชนทางการคลังเริ่มลดลงแล้วและต้องระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ หรือวิกฤตคล้ายโควิด-19 ที่อาจต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมากในการรับมือ

นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังแนะนำว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรลดระดับหนี้สาธารณะลงมาอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี เพื่อสร้างกันชนรองรับรายจ่ายระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภาระด้าน Climate Change รวมถึงช็อกทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านภาระรายจ่ายระยะยาว นางสาวณัฐพรชี้ว่า “สังคมผู้สูงอายุ” จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องแบกรับ โดยในปี 2572 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้รายจ่ายระบบบำนาญและการออม ค่ารักษาพยาบาล และเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คาดว่าภายใน 4 ปีจากนี้ รายจ่ายดังกล่าวจะพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 30% ของกรอบงบประมาณประเทศ

ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญภาระค้างจ่ายจากกิจกรรมกึ่งการคลังตามมาตรา 28 อาทิ โครงการจำนำพืชผลทางการเกษตรที่มอบให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินงานไปก่อน โดยภาครัฐยังต้องชดเชยอีกประมาณ 8.7 แสนล้านบาท รวมถึงภาระทางการคลังอื่น ๆ อีกคิดเป็นราว 5% ของจีดีพี

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งด้านรายจ่ายอนาคตและภาระคั่งค้าง นางสาวณัฐพรย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแผนการคลังใหม่อย่างจริงจังและลดการขาดดุลอย่างชัดเจน เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพการคลังและสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การลดขาดดุลอย่างเป็นรูปธรรมเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ตัวอย่างเช่น อิตาลีสามารถลดอัตราขาดดุลจาก 8.0% เหลือต่ำกว่า 4.0% ของจีดีพี ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี โดยอาศัยแผนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่ฝรั่งเศสกลับถูกปรับลดทั้งมุมมองและอันดับเครดิต เนื่องจากขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลบางรายถูกปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ดร.ลลิตาระบุว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ไม่ได้หมายความว่าอันดับเครดิตของภาคเอกชนจะถูกปรับลดไปด้วย โดยขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและความมั่นคงของแต่ละบริษัท

นางสาวปริชญา ฤทธิ์สุข นักวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวทางลดภาระขาดดุลการคลังของไทยว่า การเพิ่มรายได้ภาครัฐอาจเป็นทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นงบประมาณที่ปรับลดได้ยาก โดยในระยะสั้นรัฐอาจต้องพึ่งพามาตรการแบบเฉพาะจุด (Piecemeal) เพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน แม้จะช่วยได้เพียงบางส่วนก็ตาม

นางสาวปริชญากล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลไทยเกือบทั้งหมดมาจากการจัดเก็บภาษี โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นแหล่งรายได้ที่จัดเก็บได้มากที่สุด หากมีการปรับเพิ่ม VAT อีก 1% จากปัจจุบันที่อัตรา 7% จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐราว 0.5% ของจีดีพี ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) หากมีการปรับลดเพดานรายการลดหย่อนลง 10% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.3% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตาม นางสาวปริชญาระบุว่า การจัดการการคลังอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินในระยะปานกลางถึงยาว โดยต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลรายได้ประชาชนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ตรงเป้าหมาย ควบคู่กับการขยายฐานภาษีและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ

ข้อมูลแรงงานปัจจุบันชี้ว่าประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40 ล้านคน แต่มีมากถึง 29 ล้านคนที่อยู่นอกฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยแบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐราว 14 ล้านคน และอีกกว่า 15 ล้านคนที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี การจะผลักดันให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระบบภาษีหรือระบบสวัสดิการ จำเป็นต้องใช้แรงจูงใจมากกว่าการบังคับ

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกเสนอและถูกมองว่าน่าจะนำมาปรับใช้ได้ คือ “Negative Income Tax” หรือระบบที่รัฐจะมอบเงินช่วยเหลือคืนให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ต้องเสียภาษี โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ประชาชนยื่นภาษี แนวคิดนี้สอดคล้องกับรูปแบบ Earned Income Tax Credit (EITC) ที่หลายประเทศใช้ เพื่อให้สวัสดิการสอดคล้องกับรายได้จริงของประชาชนในแต่ละปี

ระบบดังกล่าวแบ่งการให้สวัสดิการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ช่วงรายได้น้อย (Phase in) ที่รายได้ยิ่งเพิ่มรัฐยิ่งให้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น ช่วงรายได้ปานกลาง (Plateau) ที่เงินอุดหนุนจะคงที่ และช่วงรายได้สูง (Phase out) ที่เงินอุดหนุนจะค่อย ๆ ลดลงจนหมด และประชาชนจะกลับมาเป็นผู้เสียภาษีตามปกติ

ในระยะ Phase out นั้น ถือเป็นจุดสำคัญที่สามารถดึงประชาชนกลุ่มใหญ่ราว 7 ล้านคน ซึ่งยังไม่เคยอยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐ ให้เข้ามายื่นภาษีครั้งแรกเพื่อรับสิทธิเงินอุดหนุน ทำให้ข้อมูลรายได้ของคนกลุ่มนี้ถูกบันทึกในระบบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบแล้ว รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเพื่อช่วยให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อให้หลุดพ้นจากการพึ่งพาสวัสดิการ และกลายเป็นฐานภาษีที่มั่นคงต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ หากประเทศไทยมีฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบดังกล่าว ก็จะช่วยแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในปี 2567 ที่ผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งได้รับสวัสดิการจากหลายโครงการพร้อมกัน หากข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกเชื่อมต่ออยู่ในระบบเดียว ก็จะช่วยให้รัฐสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในการให้สวัสดิการของภาครัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย