Skip to content

ผู้ส่งออกมะพร้าวรายใหญ่ ชี้ไทยเสี่ยงเสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน หากไม่ตามเกมการค้าสหรัฐฯ

15 พ.ย. 2568 | 07:26น.
ผู้ส่งออกมะพร้าวรายใหญ่ ชี้ไทยเสี่ยงเสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน หากไม่ตามเกมการค้าสหรัฐฯ
คอลัมน์: สัมภาษณ์ 
ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด

ผู้บริหาร K-Fresh เตือนการแข่งขันส่งออกปีนี้ “ใหญ่และดุเดือดขึ้น” หลังประเทศคู่แข่งในอาเซียนได้ดีลการค้ากับสหรัฐฯ ไปก่อน ชี้ในอนาคตไทยอาจได้ข้อตกลงที่ด้อยกว่าหากไม่ปรับตาม เผยตัวอย่างอินเดียเคยถูกลงโทษหนักในยุคทรัมป์ พร้อมถอดบทเรียนตลาดจีน ลอกเลียนแบบสินค้าไทย, ตัดราคา, เปลี่ยนตัวแทนจำหน่าย จนแบรนด์ไทยถูกแทนที่ทุกเคส ขณะตลาดอินเดียยังมีศักยภาพมหาศาลแต่ติดกำแพงกีดกันนำเข้าของรัฐบาล

จากกรณีที่คำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การที่ไทยประกาศยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง สหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนในข้อตกลงสันติภาพอาจแสดงความไม่พอใจและใช้มาตรการภาษีตอบโต้ไทย โดยชี้ถึงแนวทางรับมือ หากสหรัฐฯ ดำเนินการขึ้นภาษีจริง ไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการเสาะหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ ทั่วโลกเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ โดยจะไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป นั้น

ล่าสุด ‘ณัฐศักดิ์ มนัสรังษี’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เฟรช จำกัด (K-Fresh) ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 ผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของไทย เปิดมุมมองกับประชาชาติธุรกิจ ว่าการแข่งขันด้านการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีความเสี่ยงสำคัญคือ ประเทศในอาเซียนหลายประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าที่ดีกับสหรัฐฯ ไปก่อนแล้ว ส่งผลให้ไทยอาจได้ข้อตกลงที่ด้อยกว่า หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ

เขายกตัวอย่างกรณีอินเดียที่เคยถูกมาตรการลงโทษอย่างหนักในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะไม่ยอมรับเงื่อนไขบางประการ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงที่ไทยอาจเผชิญได้เช่นกัน พร้อมย้ำว่าตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มี purchasing power สูงมาก และการหาตลาดอื่นมาทดแทนโดยสมบูรณ์เป็นเรื่องทำได้ยากมาก

“ผมมองว่ามันมีความเสี่ยงมาก เพราะว่าก่อนหน้านี้มีการดีลเรื่องภาษีการค้าจบกันไปหมดแล้วทั้งของไทย และประเทศแถบอาเซียนที่อยู่ใกล้กัน ถ้าเกิดเราไม่เอาตามที่สหรัฐฯ บอก แล้วถ้าเกิดเราได้ดีลที่แย่กว่าเราก็จะแพ้ชาติอื่นในอาเซียน หรืออาจจะแบบเหมือนกับอินเดียที่โดนหนัก แม้หาตลาดทดแทน ก็คงไม่อาจทดแทนได้” ณัฐศักดิ์กล่าว

Pain Point ตลาดจีน: ลอกแบรนด์-ตัดราคา เกิดขึ้นหลายทุกเคส

ณัฐศักดิ์อธิบายว่า ตลาดจีนแม้จะทำยอดขายได้ดีในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทของฝากจากไทย แต่แบรนด์ไทยมักเผชิญปัญหาเดียวกัน คือ distributor ชาวจีนมักลอกเลียนแบบสินค้าและสร้างแบรนด์ที่คล้ายกัน จากนั้นจะตัดราคาและดันสินค้าของตนเองมาแทนแบรนด์ไทย

นอกจากนี้ เคยเกิดขึ้นกับแบรนด์สาหร่ายชื่อดังหลายราย รวมถึงกรณีที่ distributor จีนถึงขั้นเปิดโรงงานผลิตสินค้าเลียนแบบเอง แล้วเปลี่ยนตัวแทนจำหน่าย ทำให้แบรนด์ไทยต้องไปหาผู้แทนรายใหม่ ซึ่งมักทำยอดขายได้ไม่เท่าเดิม

เขาย้ำว่ากรณีนี้เกิดขึ้น “หลายเคส” และเปรียบเป็น “ความน่ากลัวของตลาดจีน”

ขณะเดียวกัน แม้มีบางแบรนด์ไทยประสบความสำเร็จด้วยการทำสงครามราคาต่อเนื่อง เพื่อกันคู่แข่งไม่ให้เข้าตลาดง่าย แต่เขาตั้งคำถามว่า “ไทยมีศักยภาพพอจะทำสงครามราคาหรือไม่” เพราะผู้ผลิตจีนสามารถสร้างสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก และสุดท้ายจีนจะเข้ามาแข่งขันอย่างแน่นอน แถมยังทำได้ถูกกว่าไทยในทุกกรณี

ตลาดอินเดีย: ศักยภาพมหาศาล แต่ยังติดกำแพง

สำหรับตลาดอินเดีย เขามองว่ามีศักยภาพสูง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมากและผู้บริโภคกำลังซื้อดีที่นิยมสินค้าไทย แต่ปัญหาหลักคือ นโยบายกีดกันสินค้านำเข้าของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการปกป้องเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้การขยายตลาดยังติดข้อจำกัดสำคัญ