ไฮสปีด 3 สนามบิน ไร้ข้อสรุปแก้สัญญา จ่อชงเข้า ครม.ชี้ขาด
การประชุมแก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบินไร้ข้อสรุป รองนายกฯ พิพัฒน์ ชี้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาตั้งแต่ต้น หวั่นเป็นบรรทัดฐานให้โครงการ PPP อื่น ขณะที่เอกชนยังยืนยันขอแก้ไขต่อ อ้างผลกระทบโควิด สงครามในหลายภูมิภาค ทำต้นทุนและแผนดำเนินงานเปลี่ยน เตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม.ชี้ขาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือประเด็นการแก้ไขปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยมีคู่สัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฝ่ายอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อเสนอขอแก้ไขสัญญาของภาคเอกชน
นายพิพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ภาคเอกชนยังยืนยันต้องการให้มีการแก้ไขสัญญา โดยให้เหตุผลถึงการได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น สถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์สงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งทำให้ต้นทุนและแผนดำเนินงานเปลี่ยนไป ซึ่งเบื้องต้นทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ไม่ได้ขัดข้อง และต้องการให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับกระทรวงคมนาคมนั้นมีความกังวลและจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน หากมีการแก้ไขสัญญาเป็นการชำระตามเปอร์เซ็นต์งานตามข้อเสนอของเอกชน ซึ่งอาจส่งผลให้สถานะของโครงการที่ทำสัญญาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมและอาจขัดต่อหลักการ PPP
“ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญามาตั้งแต่ต้น และได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้แล้ว แม้ว่าทางอัยการสูงสุดจะไม่ได้ชี้ขาดว่าการแก้ไขนี้ถูกหรือผิด แต่กระทรวงคมนาคมต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และได้หยิบยกคำแนะนำจากสำนักงานอัยการสูงสุดในการพิจารณาว่าข้อสัญญาที่ทำไว้แต่แรกนั้นมีการระบุชัดเจนว่า สถานการณ์การแพร่บาดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือการเกิดปัญหาสงครามต่าง ๆ ไม่ถือเป็นเหตุผ่อนผันหรือเหตุสุดวิสัยที่สามารถนำมาอ้างเพื่อขอแก้ไขสัญญาได้” นายพิพัฒน์กล่าวและว่า การประชุมวันนี้จึงถือว่ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ตนเองไม่ใช่ผู้มีอำนาจชี้ขาดว่าจะแก้สัญญาได้หรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพราะการพิจารณาครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ที่จะต้องขอความเห็นชอบร่วมกัน
“เราจะพยายามนำเรื่องนี้เข้า ครม. ให้เร็วที่สุด โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สรุปรายละเอียดผลการประชุมและข้อคิดเห็นจากการหารือร่วมกันไป และนำเข้าที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้พิจารณาภายในเดือนนี้ จากนั้นจะนำเรื่องเข้าสู่วาระพิจารณา ครม. พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด” นายพิพัฒน์กล่าวและว่า หากกรณีที่ ครม. มีมติไม่ให้แก้ไขสัญญา ตนก็ต้องเชิญผู้ประกอบการมาหารืออีกครั้งเพื่อหาทางออก
ทั้งนี้ เบื้องต้นมีความกังวลว่าหากมีการแก้ไขสัญญาก็อาจเป็นบรรทัดฐานให้โครงการ PPP อื่น ๆ ที่มีปัญหาขอแก้ไขสัญญาตามมาได้ รวมถึงความเสี่ยงที่รัฐจะถูกฟ้องร้องจากผู้ประกอบการรายอื่นที่เคยยื่นซองประมูลในครั้งแรกด้วย