Skip to content

TCP ผนึกแม่ฟ้าหลวง ขับเคลื่อน Net Zero ผ่านคาร์บอนเครดิต

17 พ.ย. 2568 | 16:20น.
TCP ผนึกแม่ฟ้าหลวง ขับเคลื่อน Net Zero ผ่านคาร์บอนเครดิต

กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกระจายความรู้ผ่านค่าย TCP Spirit “อาสา อา Guard” ร่วมสนับสนุนพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ มูลค่า 17 ล้านบาท มุ่งสร้าง Net Zero ภายในปี 2050

กลุ่มธุรกิจ TCP กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์  โดยสนับสนุนพื้นที่ 6,000 ไร่ มูลค่า 17 ล้านบาท คาดจะได้รับคาร์บอนเครดิตภายใน 3 ปี 

เพื่อตอกย้ำเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ท่ามกลางบริบทที่โลกเผชิญปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในประวัติศาสตร์ 53,200 ล้านตัน CO2eq ในปี 2567 โดยประเทศไทยอยู่อันดับ 21 ของโลก หรืออันดับ 3 ในอาเซียน ด้วยปริมาณ 422 ล้านตัน CO2eq

ในโอกาสนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมลงพื้นที่ในโครงการค่าย TCP Spirit “อาสา อา Guard” ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนองค์กร ครอบคลุม 3 เสาหลักคือ Circular Economy ที่มุ่งเพิ่มการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ให้ถึง 100%, Water Sustainability ที่กำลังรอผลการรับรอง Alliance for Water Stewardship หรือ AWS มาตรฐานน้ำระดับโลก และ Net Zero ที่ Carbon Credit จะเป็นกลไกสำคัญในการชดเชย Carbon Footprint ที่ยังลดไม่ได้ ภายใต้กรอบมาตรฐานสากล 

โดยเน้นย้ำว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Reduction) ยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ส่วน Carbon Credit เป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

รูปแบบการดำเนินงานเน้น Bottom-Up Approach ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยภาคเอกชนรวม TCP และบริษัทอื่นๆ สนับสนุนงบประมาณเป็นรายไร่ กรมป่าไม้เข้ามาตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายและแผนจัดการป่าชุมชน 5 ปี ส่วนชุมชนได้รับการจัดสรรงบประมาณ 50-60% เข้ากองทุนชุมชน โดยต้องเสนอโครงการที่ผ่านการประชาคมและได้รับความเห็นชอบอย่างน้อย 70% ของสมาชิกชุมชน 

เงินกองทุนสามารถนำไปใช้ได้ 2 ทางคือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เช่น ซื้ออุปกรณ์ป้องกันไฟป่า เครื่องเป่าลม โดรนสำรวจจุดเกิดไฟ ทำแนวกันไฟ ปลูกป่าเสริม และการพัฒนารายได้ชุมชน เช่น สร้างฝาย ปรับปรุงระบบน้ำ สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ระยะยาว สะท้อนคอนเซ็ปต์สำคัญว่า “ไม่แยกคนออกจากป่า” เพราะเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

สราวุฒิ อยู่วิทยา
สราวุฒิ อยู่วิทยา

ด้าน สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-Based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า ปัจจุบันโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่ามีพื้นที่รวม 34,000 ไร่ จาก 34 บริษัทภาคเอกชนที่เข้าร่วม ผลลัพธ์ที่ได้จากการรับรองครั้งแรกคือ 0.7 ตันคาร์บอน/ไร่/ปี ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน TGO ที่กำหนดไว้ 0.3 ตัน 

แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมาโครงการเผชิญความท้าทายจากผลกระทบทางการเมืองระดับโลก โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอหรือทบทวน Decarbonization Strategy ส่งผลให้เป้าหมายการขยายพื้นที่ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ 

ในขณะที่ยุโรปยังคงดำเนินการมาตรฐาน CBAM แต่ก็มีแรงกดดันทางเศรษฐกิจเช่นกัน ส่วนจีนกำลังพยายามยกระดับเป็นผู้นำด้าน Climate Action ทดแทนสหรัฐฯ สร้างการ Rebalance ใหม่ในเวทีโลก

แม้จะเผชิญความผันผวน แต่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มองว่านี่คือโอกาสในการปรับปรุงคุณภาพของโครงการ เพราะแนวโน้ม 2-3 ปีข้างหน้า Carbon Credit จะเปลี่ยนสถานะจากการทำแบบสมัครใจมาเป็นข้อบังคับ 

เมื่อ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกบังคับใช้ในปี 2570 และระบบ ETS (Emissions Trading System) หรือระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะเริ่มดำเนินการ ประเด็นสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมคือ การสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง ที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งต้องสร้างกลไกที่ทำให้ผลประโยชน์ไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ

สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม
สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม

นอกจาก Carbon Credit แล้ว TCP ยังเตรียมรับมือกับเทรนด์ Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการความยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับธุรกิจโดยตรง เพราะ TCP พึ่งพิงนิเวศบริการด้าน Water Regulation อย่างมาก 

หาก Biodiversity Loss เกิดขึ้น ระบบการควบคุมน้ำในธรรมชาติจะพัง ส่งผลกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน คาดว่าในอนาคตอาจมีกลไกการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นคล้ายกับ Carbon Credit ทำให้องค์กรต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และการปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน TCP กำลังรอผลการรับรอง AWS (Alliance for Water Stewardship) ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดการน้ำระดับโลกที่มีความเข้มงวดสูง กำหนดให้องค์กรต้องทำงานด้านน้ำเฉพาะในลุ่มน้ำที่โรงงานตั้งอยู่เท่านั้น เช่น โรงงานที่ปราจีนบุรีต้องทำงานในลุ่มน้ำบางปะกง งานที่ทำนอกพื้นที่แม้จะเป็นประโยชน์ก็จะไม่นับเป็นคะแนน 

นอกจากนี้ยังต้องมีแผนจัดการแม้กระทั่งพื้นที่ต้นน้ำ เช่น พื้นที่อนุรักษ์เขาใหญ่ที่อยู่เหนือลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับหลายภาคส่วน

นอกเหนือจากการทำงานกับชุมชนและองค์กรพันธมิตร TCP ยังให้ความสำคัญกับการสร้างพลังคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ TCP Spirit “อาสา อา Guard” ที่จัดมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปี มุ่งสร้าง change agent รุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ 

เช่น การวัดและแบ่งพื้นที่สำหรับคาร์บอนเครดิต การทำแนวกันไฟร่วมกับชุมชน การสำรวจ Carbon Footprint ในภาคเกษตร และการแลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์ชาวบ้านที่มีประสบการณ์จริงในพื้นที่ เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้กลับไปแพร่กระจายความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคมที่ตนเองสังกัด โดยมีอาสาหลายคนที่ผ่านการเข้าค่ายไปแล้วได้เติบโตในสาย SD ของบริษัทเอกชนต่างๆ

นายสราวุฒิ สรุปว่า โครงการทั้งหมดสะท้อนปรัชญาการทำงานของ TCP ที่เชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเป็น Win-Win-Win ทั้งชุมชนที่ได้รายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมที่ฟื้นตัวและมีความอุดมสมบูรณ์ และบริษัทที่บรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานสากล 

สุดท้ายแล้วผลประโยชน์จะกลับมาสู่คนไทยและคนทั่วโลกในรูปแบบของอากาศที่ดีขึ้นและป่าไม้ที่สมบูรณ์ โดยองค์กรต้องพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลาท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก 

เพราะ Climate Change และความไม่แน่นอนได้กลายเป็น New Normal ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน พร้อมกับการหาโซลูชั่นใหม่ๆ ที่สมดุลระหว่าง Nature-Based Solutions และเทคโนโลยี เพื่อสร้างอนาคทที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป

TCP ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ฝาพลาสติกแบบติดขวด (Tethered Cap) ที่เป็นข้อบังคับในยุโรป โดย TCP เป็นผู้บุกเบิกในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังชองไทย เพื่อลดปัญหาขยะฝาหาย 

แม้ในช่วงแรกผู้บริโภคอาจรู้สึกว่า “ดื่มยาก” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนฝาของผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมาย Circular Economy ที่ต้องการให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ 100% และมีการนำกลับคืนมาใช้ใหม่ในสัดส่วนที่สูงขึ้น

สำหรับความท้าทายในอนาคต TCP มองว่านอกจากเป้าหมาย Net Zero แล้ว ยังมีประเด็นสำคัญคือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ เช่น เมียนมา ที่จะต้องศึกษาและปรับแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ทั้งเรื่องคาร์บอน, น้ำ และอากาศ รวมถึงการหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ 

“ทุกงานด้านความยั่งยืนไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายสราวุฒิ กล่าว

TCP Spirit อาสา อา Guard

กลุ่มธุรกิจ TCP จัดโครงการ TCP Spirit ภายใต้แนวคิด “อาสา อา Guard” โดยผสมผสานคำว่า “อาสา” และ “อากาศ” เข้ากับคำว่า “Guard” เพื่อสื่อถึงบทบาทผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม นำอาสาสมัครเดินทางด้วยรถไฟสายเหนือข้ามคืนผ่านอุโมงค์ดอยขุนตาล แวะชิมอาหารอาข่าพื้นเมือง และตั้งแคมป์ริมดอยหลวงเชียงดาวท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า

โครงการดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่ อำเภอเวียงแหง และชุมชนบ้านผาลาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าและชุมชน รวมถึงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างคน ชุมชน และธรรมชาติให้เติบโตควบคู่กัน

อาสาสมัครจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ อาทิ ดร. เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์แนวหน้า และนางสาวสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาทุกปี และภาวะน้ำท่วม-แล้งที่รุนแรงขึ้น พร้อมศึกษาแนวทางการฟื้นฟูผ่านแนวคิด Nature-based Solutions ที่ใช้พลังธรรมชาติเยียวยาสิ่งแวดล้อม

โครงการประกอบด้วยห้าภารกิจหลัก ได้แก่ “วิกฤตโลกรวน 101” ศึกษาปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อชีวิตด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ “พลังธรรมชาติ” ทำความเข้าใจแนวทางแก้ปัญหาด้วยการฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ และการใช้ระบบนิเวศลดภัยพิบัติ

“Climate Triforces” เรียนรู้สามกลไกรับมือวิกฤตและลงมือปฏิบัติจริงอย่างการวางแปลงตัวอย่างคาร์บอนเครดิต “อาสาป้องกันไฟ” ร่วมกับชุมชนจัดการพื้นที่เสี่ยงไฟป่าผ่านการกำจัดวัชพืชและสร้างแนวกันไฟ และ “นักสืบคาร์บอนในดิน” สำรวจผลกระทบของการเกษตรต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชนเกี่ยวกับ Carbon Footprint และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ