ซีพี เปิดโมเดล ‘Reforest Tokenization’ นำร่องโครงการกับ แม่ฟ้าหลวงฯ แปลงผืนป่าเป็นโทเคน หนุนเศรษฐกิจสีเขียว
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดตัวโมเดล “Reforest Tokenization” เศรษฐกิจสีเขียวที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงคุณค่าจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ชูคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนขยายผลสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าของชุมชนผู้ดูแลป่า
พร้อมจับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นพันธมิตรรายแรก นำร่องในพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก
งานเปิดตัวจัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “Tokenizing Reforestation: ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน” ณ ห้อง Grand Hall ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างอนาคตที่ธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเติบโตไปด้วยกัน”
มีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานในเครือ เข้าร่วมงานกว่า 250 คน
ป่าไม้ สินทรัพย์ที่ถูกประเมินค่าต่ำ
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันว่า สำหรับตน ในอดีตป่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากคนเมือง ไม่เคยคิดว่ามันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร กระทั่งได้มีโอกาสลงพื้นที่ร่วมกับหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล อดีตประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จนเห็นความจริงว่า ป่าไม่ได้แค่ให้ทรัพยากร แต่เป็นฐานรากที่รองรับอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น
โดยได้ฉายภาพวิเคราะห์ผ่านข้อมูลที่สะท้อนถึงวิกฤตการสูญเสียพื้นที่ป่าในภูมิภาค โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติที่น่าตกใจว่า ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา โลกสูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิไปถึง 1,275 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 4.69% ในขณะที่ 4 ประเทศในอาเซียน (ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา) กลับมีอัตราการลดลงของป่ารุนแรงถึง 22% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก
เมียนมาร์เผชิญวิกฤตสูงสุดโดยสูญเสียป่าไปถึง 75 ล้านไร่ (ลดลง 30.9%) ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีสถิติการสูญเสียที่ 3.7 ล้านไร่ หรือ 2.9% แต่สถานการณ์มลพิษจากไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 กลับรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลปีล่าสุดชี้ชัดว่าประเทศไทยมีจุดความร้อน (Hotspots) เพิ่มขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบกับปี 2568 และส่งผลให้ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ในช่วงพีค (มี.ค.-พ.ค.) สูงขึ้นถึง 30% อ้างอิงข้อเท็จจริงในจังหวัดเชียงใหม่
สิ่งที่ศุภชัยเน้นย้ำคือ “Incentive” หรือแรงจูงใจ เมื่อชุมชนที่อยู่กับป่าไม่มีทางเลือก พวกเขาจำต้องบุกรุกป่าเพื่อทำพืชเชิงเดี่ยว การที่เราจะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่การไปห้ามเขา แต่ต้องเปลี่ยน Incentive ผ่านกลไกที่เรียกว่า Carbon Credit Tokenization ที่สามารถประเมินมูลค่าป่าออกมาเป็นรายได้ที่จับต้องได้จริง
โมเดล Reforest Tokenization จึงเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ ที่ซีพีตั้งเป้าจะยกระดับรายได้ของเกษตรกรในโครงการ ให้เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมอีก 10,000-15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่จำเป็น เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่รอดและเป็นผู้ดูแลผืนป่าได้ในระยะยาว
นายศุภชัยอธิบายต่อไปว่า ขบวนการเกษตรเชิงเดี่ยวและการรุกคืบในพื้นที่เขาสามารถผันแปรไปตามเครื่องจักรสมัยใหม่ เช่น รถไถที่ขึ้นทางชันได้ ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านอาชีพให้กระชับและยั่งยืนขึ้น เช่น การจำกัดพื้นที่เพาะปลูกในจุดที่เหมาะสมอย่างแนว “กระทงเขา” หรือร่องซอกเขาที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ จะช่วยให้ชุมชนประหยัดพื้นที่เพาะปลูกจาก 100 ไร่ เหลือเพียง 20 ไร่ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากพืชเกษตรมูลค่าสูงได้เทียบเท่าหรือมากกว่าเดิม
ซึ่งเครือซีพี มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ พยายามผลักดันโมเดลอาชีพทางเลือกเหล่านี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อดึงเม็ดเงินทุนที่โปร่งใสเข้ามาขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจป่าไม้ แทนที่แรงจูงใจสีเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่ห่างไกลอย่างปัญหายาเสพติดบริเวณแนวชายแดน
คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เติมเต็มในมิติของ “ต้นทุนทางธรรมชาติ” (Natural Capital) ที่ภาคธุรกิจมักมองข้าม โดยนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิจัยของ Dasgupta Review ว่า ในช่วงปี 1992 ถึง 2014 แม้ทุนที่มนุษย์ผลิตขึ้นและทุนมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 13% ทั่วโลก
แต่ “คลังของทุนธรรมชาติสุทธิต่อคน” (Stock of natural capital per person) กลับลดลงถึง 40% ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังรวยขึ้นบนความเสื่อมโทรมของฐานรากที่สำคัญที่สุด
“เราต้องถามตัวเองว่า ต้นทุนของการไม่ทำอะไร (Cost of Inaction) คืออะไร”
ทุกวันนี้เรากำลังทำธุรกิจโดยเบียดบังทรัพยากรของคนรุ่นลูกหลานมาใช้ ซึ่งสุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับมาสู่ภาคธุรกิจเอง เพราะ 55% ของ GDP โลก (หรือราว 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต้องพึ่งพิงธรรมชาติและระบบนิเวศ ถ้าธรรมชาติล่มสลาย เศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้
นอกจากนี้หากพิจารณากรอบประเมินความยั่งยืน Planetary Boundaries โลกในปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดที่ปลอดภัยไปแล้วถึง 7 ใน 9 ด้าน โดยมิติ Biosphere Integrity หรือความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพกำลังวิกฤตหนัก สอดรับกับแนวคิด Earth Overshoot Day ที่มนุษย์ล้างผลาญทรัพยากรทะลุโควตาขีดความสามารถการฟื้นฟูของโลกภายในระยะเวลาเพียงแค่สิ้นเดือนกรกฎาคมของแต่ละปี
ม.ล.ดิศปนัดดา ระบุว่าสำหรับประเทศไทยซึ่งมีประชากรกว่า 33% อยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของ GDP ประเทศ ยิ่งสะท้อนความเปราะบางอย่างรุนแรงว่าหากระบบนิเวศล่มสลาย เม็ดเงินภาษีของประชาชนเมืองก็ต้องถูกนำไปแบกรับภาระและเยียวยาภาคเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และยังได้เปิดมุมมองวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างนโยบายภาครัฐและกลไกทางการเงินของไทยอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าระบบสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ในปัจจุบันยังเป็นเพียงแค่ชั้นอนุบาลเท่านั้น ซึ่งสถาบันการเงินจำเป็นต้องยกระดับกระบวนการปล่อยกู้ให้กลายเป็นการปล่อยกรีนโลนที่แท้จริง ที่มีมาตรฐานการประเมินที่มีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งเสนอแนะให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทปรับเปลี่ยนแรงจูงใจทางธุรกิจ โดยต้องนำเงินไปสร้างแรงจูมใจที่จะช่วยในการซื้อ หรือสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเม็ดเงินมาลงทุนในโควตาคาร์บอนเครดิตและการดูแลรักษาผืนป่าร่วมกับชุมชนอ
นอกจากนี้ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนถึงภาคเอกชนในการปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนไป โดยเน้นย้ำว่า งบประมาณในการดูแลชุมชนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอาจจะต้องหาวิธีในการบุกบันลงไปในบัญชีของบริษัทเพื่อแปรสภาพให้กลายเป็นต้นทุนทางตรงภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการกำหนดตัวชี้วัดผลงานที่ชัดเจน เพื่อให้ KPI เหล่านี้มันเกิดความเกิดขึ้น
และที่สำคัญคือการป้องกัน Waste ที่ในอนาคตจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากภาคธุรกิจไทยไม่เร็วดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตกฎเกณฑ์โลกก็จะเปลี่ยนเข้ามาบีบบังคับให้ทุกบริษัทต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวย้ำว่า สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำร่วมกับซีพี เป็นการวางระบบการลงทุนในป่าที่ตรวจสอบได้ผ่านกลไกความโปร่งใส นำร่องความร่วมมือบนผืนป่าดอยตุงและป่าชุมชนรวมกว่า 10,000 ไร่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าไปพัฒนาป่ากว่า 300,000 ไร่ และกำลังสเกลสู่ 400,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้ ครอบคลุมกว่า 350 ชุมชน
ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้จากป่าที่เข้าไปดูแล และพัฒนาจะถูกเชื่อมต่อเข้าสู่แพลตฟอร์มการกระจายและบริหารจัดการโทเคนคาร์บอนเครดิตผ่านกระบวนการทดสอบในระบบ Sandbox เฟสที่ 2 ซึ่งทำร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อซอยย่อยหน่วยวัดจากระดับตันคาร์บอนมาเป็นระดับกิโลกรัมคาร์บอน ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อหาเพื่อ offset กิจกรรมประจำวันของตัวเองได้อย่างเสรี
โดยรายได้กว่า 55% จะถูกโอนกลับเข้าสู่กองทุนป่าชุมชนโดยตรงเพื่อใช้เฝ้าระวังไฟป่าและพัฒนาอาชีพ ภายใต้การตรวจสอบอย่างรัดกุมปีละ 2 ครั้งโดยบริษัทบัญชีอย่าง PWC
เสียงจากภาคปฏิบัติ
ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนจาก 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ, ซีพีโปรดิ๊วส, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรูมันนี่ ได้ร่วมขยายความถึงการทำงานในพื้นที่จริงและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้
นายสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ย้ำว่า การอนุรักษ์ป่าต้องเริ่มจากชุมชน โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนไม่ใช่ผู้ชี้นำ รายได้จากคาร์บอนเครดิตที่ลงไปถึงชุมชนคือกองทุนที่ช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการไฟป่า และพัฒนาอาชีพพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น กาแฟอราบิก้า ซึ่งปลูกร่วมกับไม้ใหญ่ในป่าได้ ทำให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องพึ่งพาพื้นที่เชิงเดี่ยวอีกต่อไป
ขณะที่ นายจอมกิตติ ศิริกุล จากเครือซีพี เสริมว่า การส่งเสริมอาชีพต้องอาศัยองค์ความรู้และการตลาดที่ชัดเจน ซีพีได้เข้าไปช่วยถอดรหัสพืชที่เหมาะสมกับแต่ละระดับความสูงของพื้นที่ เช่น กาแฟบนดอยสูงระดับความสูง 800 เมตรขึ้นไป หรือเงาะโรงเรียน มะม่วงส่งออกญี่ปุ่น และมะม่วงหิมพานต์ในพื้นที่ล่าง เพื่อสร้างรายได้ที่แข่งขันได้และยั่งยืน
ส่วน นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย จากซีพีโปรดิ๊วส ชี้ว่า การทำธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นมากกว่าเรื่องของภาพลักษณ์ แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงของ Supply Chain ในระยะยาว การลงทุนในธรรมชาติคือเกราะคุ้มกันที่ธุรกิจยุคใหม่ขาดไม่ได้
ปิดท้ายด้วย นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร จากแอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ที่ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบที่ไม่เคยมีใครเชื่อถือมาก่อน การทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลการชดเชยคาร์บอนของตนเองผ่านบล็อกเชน คือส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศของการอนุรักษ์ป่าขยายตัวได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ซึ่งปัจจุบันสามารถผลักดันยอดการชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคลไปได้แล้วกว่า 8,000 ตัน จากฐานผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ
Reforest Tokenization
แม้แนวคิดเรื่อง Carbon Credit จะถูกพูดถึงมานาน แต่ความซับซ้อนและช่องว่างระหว่างผู้ขาย (ชุมชน) และผู้ซื้อ (ภาคเอกชน) มักเป็นอุปสรรคสำคัญ โมเดล Reforest Tokenization ของซีพีจึงพยายามทลายกำแพงนี้
ในปี 2569 ระยะแรก เครือซีพีจะยังไม่เปิดให้มีการเทรดโทเคนอย่างเต็มรูปแบบ แต่เน้นการสร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney ซึ่งเป็นช่องทางที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
โดยผู้ใช้สามารถเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตในปริมาณที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น แพ็กเกจชดเชยการปล่อยคาร์บอนรายสัปดาห์ (คาร์บอน 40 กิโลกรัม) ในราคาเพียง 20 บาท จากฐานคิดที่ว่าประชากรไทย 1 คน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 3,700 กิโลกรัมต่อปี หรือราว 7 กิโลกรัมต่อวัน
กลไกนี้คือ Instant Redeem หรือการแลกสิทธิ์ใช้งานชดเชยทันที โดยไม่มีการถือครองเหรียญไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet)
ในช่วงเริ่มต้น เพื่อเน้นวัตถุกประสงค์การชดเชย (Offset) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละบุคคล โดยระบบเบื้องหลังจะทำการเบิร์น (Burn) โทเคนทิ้งทันทีหลังการใช้งาน เพื่อยืนยันว่าคาร์บอนเครดิตนั้นถูกใช้แล้วจริง ไม่มีการหมุนเวียนนำไปขายซ้ำซ้อน และยังออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์พร้อมข้อมูลรหัส Hash ยืนยันธุรกรรมบนระบบบล็อกเชนสาธารณเครือข่าย Polygon ให้ผู้ซื้อได้รับความมั่นใจในความโปร่งใส
เป็นจุดเปลี่ยนจากเดิมที่การซื้อคาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ และสัญญาระยะยาว กลายมาเป็นเรื่องของคนตัวเล็กที่สามารถร่วมรุกษ์โลกผ่านหน้าจอมือถือได้





