“ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม” นับเป็นพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ในขณะนี้ได้ตั้งอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงมากมาย
เริ่มนับตั้งแต่ครั้งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงงานที่จังหวัดสกลนคร โดยมี นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามระ ตามเสด็จด้วยเมื่อปี พ.ศ. 2544 ช่วงเวลาพระราชทานอาหารมื้อค่ำ นายแพทย์กฤษณ์ จาฎามระ ได้ทูลฯนำเสนอแนวคิดว่า
“จากการที่ข้าพเจ้าได้ทำงานด้านการรักษามะเร็งเต้านมมาอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้ามองเห็นปัญหาหลายอย่าง ข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดว่าอยากจะสร้างศูนย์มะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดเทียบเท่ากับของต่างประเทศ”

จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีพระราชดำรัสตอบกลับทันทีว่า
“แนวคิดนี้ดีนะหมอ ฉันอยากให้ศูนย์นี้เป็นที่พึ่งของผู้หญิง”
นายแพทย์กฤษณ์ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยว่า การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด ได้น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยความซาบซึ้งว่า ผมคิดว่าพระองค์ท่านลืมไปแล้วหลังจากครั้งนั้นที่ได้กราบทูลไป แต่พระองค์ก็พระราชทานเงิน 2 ล้านบาทมาให้ในวันหนึ่ง เพื่อเป็นเงินก้นถุงในการเริ่มโครงการ และทรงหาทุนทรัพย์สมทบทุนโครงการเพิ่ม
“นี่เป็นเงินส่วนตัวฉันเองนะหมอ ให้เป็นเงินก้นถุง แล้วฉันจะช่วยหมอหาเงินด้วย”

พระองค์ท่านรับสั่งกับผมเช่นนั้น นำมาซึ่งความปลาบปลื้มเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ไม่เพียงไม่ลืม แต่ยังพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ พร้อมทั้งคิดแนวทางหาเงินเพื่อนสร้างศูนย์แห่งนี้ด้วย
หลังจากนั้นพระองค์ท่านจึงได้ทรงจัดงานเลี้ยงแฟชั่นโชว์ขึ้น เสด็จฯมาเป็นองค์ประธานงานด้วยพระองค์เอง งานนั้นหาเงินได้กว่า 50 ล้าน เมื่อ 24 ปีก่อน จากนั้น 4 ปีเราจึงเปิดศูนย์นี้ขึ้นมาได้ ใช้เงิน 550 ล้านบาทในการสร้าง จากนั้นได้เสด็จฯมาทรงเปิดด้วยพระองค์เอง เมื่อปี พ.ศ. 2548 นั้นคือจุดเริ่มต้น
นายแพทย์กฤษณ์เล่าต่อว่า ศูนย์แห่งนี้เปิดมา 25 ปี ช่วยผู้หญิงเยอะมาก ผมประทับใจในการทำงานของพระองค์ท่าน มีคนทูลฯกับพระองค์ว่า ผมไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทำงาน พระองค์ก็เรียกผมเข้าไปในวันเกิด พระราชทานดอกไม้ให้ผม แล้วพระราชทานเงินให้ผมเพื่อซื้อเครื่องฉายแสงได้นำมาใช้

“สังเกตไหมว่าพระองค์ท่านบอกว่าเพื่อช่วยผู้หญิง ไม่ได้บอกว่าผู้หญิงไทย ขณะนี้ไปก่อตั้งศูนย์มะเร็งที่ภูฏาน ซื้อเครื่องมือต่าง ๆ ให้เขา เทรนด์บุคลากรให้ เราช่วยผู้หญิงมาเยอะมาก ไม่แบ่งแยกชนชั้น ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน เครื่องมือที่ใช้เราใช้เครื่องเดียวกัน มีมาตรฐานการรักษาเหมือนกัน”
“ผมเชื่อว่าศูนย์นี้ของเราดีที่สุดในภูมิภาค สิ่งสำคัญคือเราต้องการจะเป็นตัวอย่างว่าศูนย์ที่ดีที่สุดอยู่ที่นี่ เราไม่มีกำไรเลยแม้แต่บาทเดียว เครื่องมือหลายอย่าง เช่น หมวกเย็นที่ลดการหลุดร่วงของผม ผู้ป่วยเราให้ใช้ฟรี ที่อื่นต้องยืมราคาสูงมาก”

“พระองค์ท่านมีใจจริง ลงลึกในทุกรายละเอียด ยามไปถิ่นทุรกันดารพระองค์แทบไม่เสวยน้ำ ทรงให้เหตุผลว่าหากเสวยน้ำต้องเข้าห้องน้ำ พวกเขาต้องทำห้องสรงน้ำให้ฉันยุ่งยาก พระองค์ทรงคิดอะไรละเอียดอ่อน ผมถวายการรักษา ตรวจโรคให้พระองค์ทุก 6 เดือน พระองค์รับสั่งว่า ขอมาตรวจดึกหน่อยได้ไหมหมอ รอให้ประชาชนกลับไปก่อน แล้วฉันค่อยมา ถ้าฉันมาเย็นประชาชนยังไม่กลับบ้านกัน ไปปิดถนน ไม่ดี” นายแพทย์กฤษณ์เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจ
ก่อนที่นายแพทย์กฤษณ์จะเล่าถึงตัวเองว่า ผมรักษาโรคมะเร็งมากว่า 50 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมมากว่า 45 ปีแล้ว เราถวายงานพระองค์ท่านตั้งแต่อายุ 47-48 ปี ตอนนี้อายุ 80 ปีแล้วก็ยังคงผ่าตัดมะเร็งอยู่ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่หากรู้เร็ว พบแพทย์เร็วก็มีโอกาสหายสูง ซึ่งถ้าถามถึงอัตราการเกิดโรค เป็นที่น่าแปลกใจว่าคนในชุมชนแออัดจะเกิดโรคน้อยกว่า ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด
“ศูนย์นี้เราเริ่มต้นด้วยใจ หากไม่มีพระองค์ท่านศูนย์นี้ก็คงไม่เกิด เราถวายงานพระองค์ท่านมา 30 ปี มีความผูกพันเหนือคำบรรยาย เราตั้งใจไว้ในวันที่ไม่มีพระองค์ท่านแล้ว ตอนนี้เป็นศูนย์ที่ดีที่สุดในภูมิภาค ต่อไปจะทำให้ดีที่สุดในโลกได้ไหม”
ภัยเงียบที่ผู้หญิงไทยควรใส่ใจ
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทยและทั่วโลก สถิติพบว่า 1 ใน 8 ของผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต แต่หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นโอกาสรักษาให้หายขาดมีสูงถึง 90%
การสังเกต 5 สัญญาณเตือนจากร่างกายจึงมีความสำคัญมาก เพราะเป็นด่านแรกของการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
1.คลำพบก้อนแปลกปลอม ก้อนแข็งที่เต้านมหรือใต้รักแร้ ซึ่งไม่เคลื่อนที่เมื่อสัมผัสและไม่มีอาการเจ็บปวด อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
ควรฝึกตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน โดยเฉพาะหลังมีประจำเดือน 7-10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่เต้านมมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ควรตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสังเกตความผิดปกติได้เร็ว
2.การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเต้านมที่มีรอยบุ๋ม ลักษณะย่นคล้ายผิวส้ม (peau d’orange) หรือมีรอยดึงรั้งผิดปกติ เป็นสัญญาณอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากก้อนเนื้อภายในที่กำลังโตขึ้นและดึงผิวหนังจนผิดรูป
3.ควรยืนหน้ากระจกยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ สังเกตเต้านมทั้งสองข้าง หากพบความผิดปกติของผิวหนัง ต้องปรึกษาแพทย์ทันที
4.มีอาการเจ็บเต้านมผิดปกติ แม้มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิดอาการเจ็บในระยะแรก แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นโดยไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน และเกิดเฉพาะเต้านมข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการเจ็บเต้านมแล้วไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์ และไม่เกี่ยวข้องกับรอบเดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
5.การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่าง การที่เต้านมข้างหนึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงอย่างผิดปกติ มีอาการบวม หรือมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกที่กำลังเติบโตภายใน
ควรเปรียบเทียบความสมมาตรของเต้านมทั้ง 2 ข้างเป็นประจำ หากพบความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ ต้องปรึกษาแพทย์ทันที
แนวทางการตรวจคัดกรองที่ทุกคนควรรู้เป็นกุญแจสำคัญในการตรวจพบและมีโอกาสรักษาหาย
1.การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) – ทำทุกเดือน ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป 2.การตรวจโดยแพทย์หรือพยาบาล (CBE) – ทุก 1-3 ปี สำหรับผู้หญิงอายุ 20-39 ปี และทุกปีสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป 3.การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) – เริ่มตรวจประจำทุกปีตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือตามคำแนะนำของแพทย์ 4.การตรวจอัลตราซาวนด์เต้านม – เหมาะสำหรับผู้ที่มีเต้านมหนาแน่น หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
เมื่อพบสัญญาณเตือน1.ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว อย่ารอให้อาการรุนแรง การตรวจพบเร็วเป็นเพิ่มโอกาสในการรักษา 2.จดบันทึกอาการ สังเกตว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง
3.เตรียมประวัติครอบครัว หากในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ 4.ตั้งคำถาม – ถามแพทย์เกี่ยวกับความกังวลเพื่อให้ข้อมูลที่แน่ชัด
หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติใด ๆ กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในทุกโรงพยาบาลที่สะดวก
